แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1
ชวนสังเกตอาการโรคไตเริ่มแรก พร้อมแนวทางการป้องกัน

โรคไต เป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อไตเกิดความเสียหายจนกระบวนการทำงานผิดปกติไป โดยอาการโรคไตเริ่มแรกจะสังเกตได้ค่อนข้างยากและมักมีลักษณะอาการแสดงที่ค่อนข้างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับชนิดและสาเหตุของโรค อย่างไรก็ตาม หากเราทราบแนวทางการสังเกตอาการโรคไตเริ่มแรก ก็อาจนำใช้ไปสังเกตตนเองและคนใกล้ตัวได้ และอาจช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ไตเป็นอวัยวะที่มี 2 ชิ้น อยู่บริเวณเหนือเอวทั้งสองข้าง มีขนาดประมาณข้างละ 1 กำมือ มีหน้าที่หลัก ๆ คือ ช่วยกรองของเสียและของเหลวส่วนเกินจากร่างกายผ่านการขับปัสสาวะ เนื่องจากไตของผู้ป่วยโรคไตทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีของเสียสะสมอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและการเสียชีวิตได้


รู้จักกับอาการโรคไตเริ่มแรก

โรคไตจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง โดยอาการโรคไตเริ่มแรกก็มักจะแตกต่างกันในแต่ละชนิด ดังนี้


โรคไตชนิดเฉียบพลัน (Acute Kidney Disease)

โรคไตชนิดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเลือดในร่างกายไปหล่อเลี้ยงไม่พออย่างฉับพลัน โดยสาเหตุที่มักพบ เช่น การเกิดอุบัติเหตุที่ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียเลือดในปริมาณมาก การเกิดภาวะช็อก (Shock) หรือป่วยเป็นในกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง (Autoimmune diseases) อย่างโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Lupus)

โดยอาการที่อาจพบได้ เช่น

    ปัสสาวะน้อยลง
    เกิดอาการบวมบริเวณขา ข้อเท้า และเท้า
    อ่อนเพลีย
    หายใจไม่อิ่ม
    สับสน
    เจ็บหน้าอก
    หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ


โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)

ผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตชนิดนี้จะพบว่า ประสิทธิภาพการทำงานของไตค่อย ๆ ลดลง โดยสาเหตุหลักที่มักพบได้บ่อย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง กรวยไตอักเสบ การติดเชื้อเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี กลุ่มโรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง และการใช้ยาบางชนิดเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะยาในกลุ่มเอ็นเสด

สำหรับผู้ป่วยในกลุ่มนี้ อาการโรคไตเริ่มแรกจะมักสังเกตได้ยาก หรือมักไม่พบเลยจนโรคเริ่มมีความรุนแรง โดยเมื่อเริ่มเกิดอาการ อาการที่อาจพบได้ เช่น

    ปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืน
    บริเวณเท้าและข้อเท้าเกิดอาการบวมและเมื่อกดจะมีลักษณะบุ๋มลงไป
    ผิวแห้ง คันผิว
    คลื่นไส้ อาเจียน
    ในกรณีผู้หญิงอาจพบภาวะขาดประจำเดือน
    ในกรณีผู้ชายอาจพบว่าความต้องการทางเพศลดลง


ป้องกันตัวเองจากโรคไตอย่างไรดี

เพื่อสุขภาพไตที่แข็งแรง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไต การทำตามวิธีดังต่อไปนี้อาจช่วยได้ ได้แก่

    เข้ารับการตรวจไตอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง อย่างผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเกิดอาการป่วยเกี่ยวกับไต
    ผู้ที่มีโรคประจำตัวใด ๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
    หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัด มีไขมันสูง อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และอาหารหมักดอง
    นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
    ดื่มน้ำ ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือประมาณ 6–8 แก้ว/วัน
    ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
    ควมคุมน้ำหนักตัว
    ผู้ที่รับประทานยาใด ๆ อยู่ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือฉลากยาอย่างเคร่งครัด
    หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนาน ๆ
    หลีกเลี่ยงการดื่มที่มีแอลกอฮอล์
    หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

ทั้งนี้ อาการบางอย่างของโรคไตอาจจะดูเป็นอาการที่พบได้ทั่วไป ซึ่งสามารถเกิดได้จากโรคอื่นเช่นกัน แต่โรคไตเป็นโรคที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด อีกทั้งการได้รับการตรวจและการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ยังอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ ดังนั้น ผู้ที่พบอาการที่เข้าข่ายอาการโรคไตเริ่มแรกควรรีบไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับการตรวจ

2
บัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ (ttb all free Disney Debit Cards)-ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB)
N/A 

บัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ (ttb all free Disney Debit Cards)-ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB)
รับเงินคืน 1% ในทุกวัน และรับเงินคืน 2% ในวันดับเบิลเดย์ ทุกยอดการใช้จ่ายออนไลน์
รับส่วนลดสูงสุด 20% กว่าพันร้านค้าทั่วประเทศและร้านค้าออนไลน์
ใช้ e-Slip ลายพิเศษ ฟินกว่าเดิมเวลาโอนเงิน เอ็กซ์คูลซีฟ เฉพาะผู้ถือบัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ เท่านั้น
กด โอน จ่าย เติม ไม่มีค่าธรรมเนียม ที่ ATM ทุกธนาคาร ทั่วไทย
ไม่ชาร์จ FX Rate 2.5% เรทถูก ไม่ต้องแลกเงิน

รายละเอียดบัตร
   ชื่อ Credit / Debit Card                บัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ (ttb all free Disney Debit Cards)
   สถาบันการเงิน                               ธนาคารธนาคารทหารไทยธนชาต
   ประเภทบัตร                                  ประเภทบัตรเดบิต   บัตร Debit 
   เหมาะสำหรับ
ผู้ใช้งานบัตรเดบิต
วงเงินและดอกเบี้ย

   วงเงินสูงสุด                    2-5 เท่าของรายได้
   ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย
   ยอดชำระขั้นต่ำ
   ดอกเบี้ยค้างชำระ             0 % ต่อปี, คำนวณจาก วันที่บันทึกรายการหรือทำรายการ
   สมัครบัตรเสริมได้              ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16%

สิทธิเบิกเงินฉุกเฉิน
   วงเงิน
   ค่าธรรมเนียมต่อครั้ง (%)      N/A
   ดอกเบี้ย (ต่อปี)                 N/A
สิทธิประโยชน์หลักของบัตร
รับเงินคืน 1% ในทุกวัน และรับเงินคืน 2% ในวันดับเบิลเดย์ ทุกยอดการใช้จ่ายออนไลน์
รับส่วนลดสูงสุด 20% กว่าพันร้านค้าทั่วประเทศและร้านค้าออนไลน์
ใช้ e-Slip ลายพิเศษ ฟินกว่าเดิมเวลาโอนเงิน เอ็กซ์คูลซีฟ เฉพาะผู้ถือบัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ เท่านั้น
กด โอน จ่าย เติม ไม่มีค่าธรรมเนียม ที่ ATM ทุกธนาคาร ทั่วไทย
ไม่ชาร์จ FX Rate 2.5% เรทถูก ไม่ต้องแลกเงิน
วงเงินการใช้จ่าย 2,000,000 บาท/บัตร/วัน (บัตรดิจิทัล 500,000 บาท/บัตร/วัน)
กดเงินสดที่ตู้ ATM และ CDM 200,000 บาท/บัตร/วัน
กดเงินสดไม่ใช้บัตร ผ่านแอป ttb touch 200,000 บาท/บัตร/วัน (บัตรดิจิทัล 200,000 บาท/บัตร/วัน)
โอนเงินที่ตู้ ATM และ CDM 500,000 บาท/บัตร/วัน
ส่วนลดร้านค้าบริการตามรอบ

   ส่วนลดทั่วไป
   ส่วนลดเพิ่มเติมเฉพาะบัตร           คะแนนสะสม - ของกำนัล
   คะแนนสะสม
   อายุคะแนนสะสม                     ไม่มีหมดอายุ
   ของกำนัลคะแนนสะสม

ค่าธรรมเนียมแรกเข้า
   บัตรหลัก               มีค่าใช้จ่าย (300 บาท/บัตร/ลายบัตร (บัตรเดบิตดิจิทัล ฟรีค่าธรรมเนียม))
   บัตรเสริม              ไม่มีบัตรเสริม
ค่าธรรมเนียมรายปี
   บัตรหลัก                มีค่าใช้จ่าย (350 บาท/บัตร/ลายบัตร (บัตรเดบิตดิจิทัล 100 บาท/บัตร/ลายบัตร))
   บัตรเสริม                 ฟรีไม่มีเงื่อนไข
คุณสมบัติผู้สมัคร
   ผู้มีสิทธิ์สมัคร                 บุคคลทั่วไป
   อายุ                           บัตรหลัก ตั้งแต่ 15 ปี
   รายได้ขั้นต่ำ                 0 บ./เดือน

   เงื่อนไขอื่นที่สำคัญ
อายุตั้งแต่ 15 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป เท่านั้น
สามารถเปิดบัญชี ทีทีบี ออลล์ฟรี ได้ไม่เกิน 4 บัญชี/ท่าน (รวมทุกช่องทาง)
การเปิดบัญชี ทีทีบี ออลล์ฟรี ไม่กำหนดจำนวนยอดเงินฝากขั้นต่ำ
บัญชี ทีทีบี ออลล์ฟรี 1 บัญชี สามารถผูกบัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ ประเภทบัตรแข็งได้ 1 ใบ และ บัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ ประเภทดิจิทัล ได้ 1 ใบ เท่านั้น
ในกรณีสมัครบัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ ประเภทบัตรแข็ง จะต้องมียอดเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝาก ขั้นต่ำ 300 บาท สำหรับชำระค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่

เอกสารการสมัคร
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่ายที่ทางราชการออกให้
สมุดบัญชีเงินฝาก ทีทีบี ออลล์ ฟรี

3
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ







4
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเสียงดัง
ในโรงงานอุตสาหกรรม
โรงงานหรือสถานประกอบกิจการที่มีปัญหาด้านเสียงเกินค่ามาตรฐาน อาจสร้างผลกระทบทั้งด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานต่อพนักงานในโรงงานเอง หรืออาจก่อให้เกิดมลพิษทางเสียงต่อชุมชนและสภาพแวดล้อมที่อยู่ด้านนอกโรงงาน หากเจ้าของแหล่งกำเนิดเสียงหรือผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่จัดทำโครงการควบคุมเสียงหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ จะทำให้มีผลกระทบตามมา เช่น
•   เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายด้านเสียง มีทั้งโทษปรับและจำคุก
•   ลูกจ้างอาจเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวร
•   ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานลดลงจากเสียงเกินค่ามาตรฐาน
•   ถูกร้องเรียนจากชุมชนหรือผู้ได้รับผลกระทบทางเสียงที่อยู่นอกโรงงาน
•   โรงงานหรือสถานประกอบกิจการอาจถูกสั่งปิดปรับปรุง จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ทำไมต้องใช้บริการจาก
“NEWTECH INSULATION” ในการควบคุมเสียง?
ด้วยประสบการณ์กว่า 15 ปี ในการควบคุมเสียงอุตสาหกรรม เรามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรเฉพาะทางที่มีความรู้ด้านเสียงและความสั่นสะเทือน เครื่องมืออันทันสมัยที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาเสียงอุตสาหกรรมที่มีทั้งในและต่างประเทศ ผู้ใช้บริการจึงมั่นใจได้ว่าปัญหาด้านเสียงในโรงงานหรือสถานประกอบกิจการจะได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยที่สุด เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในอุตสาหกรรม
– บริษัทฯ ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคลผู้ให้บริการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียง โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
– บุคลากรของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ควบคุมมลพิษเสียงและความสั่นสะเทือน จากสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– มีทีมงานที่มากประสบการณ์และความรู้ ได้แก่ วิศวกร นักสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ช่างเทคนิค รวมไปถึงช่างประกอบและติดตั้งระบบควบคุมเสียง
– มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐานไว้ให้บริการทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์
– มีสินค้าสำหรับควบคุมเสียงและความสั่นสะเทือนให้เลือกหลากหลายรูปแบบ เช่น ผนังกันเสียง ห้องเก็บเสียง ม่านกันเสียง ตู้ครอบลดเสียง แจ็คเก็ตลดเสียง ไซเลนเซอร์ อคูสติคลูเวอร์ อุปกรณ์แยกความสั่นสะเทือน เป็นต้น
– มีการประเมินหรือทำตัวแบบจำลองระดับเสียง ก่อน-หลัง ปรับปรุงให้ลูกค้าใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการแก้ปัญหาด้านเสียง
– รับประกันระดับเสียงที่ลดลง อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
– รับประกันคุณภาพสินค้าและฝีมือการติดตั้งทุกงาน

บริษัท นิวเทค อินซูเลชั่น จำกัด
ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมเสียงในโรงงานอุตสาหกรรม
จากประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาด้านเสียงมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเสียงทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน และเสียงทางสิ่งแวดล้อม
ทางบริษัทฯ ยินดีให้คำแนะนำที่ทำได้จริงสำหรับการแก้ปัญหาด้านมลภาวะทางเสียงที่เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งโรงงาน พนักงาน หรือชุมชนโดยรอบอยู่ร่วมกันได้
“เพราะเรา…เข้าใจเรื่องเสียง”


สนใจสั่งซื้อ
เบอร์โทร:  02-583-8035 , 02-583-8034, 098-995-4650
E-mail: contact@newtechinsulation.com
Line ID: @newtechinsulation
Facebook: newtechthai
Instagram: newtechinsulation
เว็บไซด์: https://www.noisecontrol365.com/



5
ปล่อยรถราคาพิเศษ BMW 330e M Sport (Plug-in Hybrid) ปี 2022 มีโปรโมชั่นพิเศษ

บีเอ็มดับเบิลยู BMW Series 3 330e M Sport ปี 2020
BMW 330e M Sport ใหม่ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร มาพร้อมกับเทคโนโลยี TwinPower Turbo และมอเตอร์ไฟฟ้า มอบพละกำลังสูงสุด 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า และสามารถเพิ่มกำลังส่งในการเร่งความเร็วได้มากยิ่งขึ้นในโหมด SPORT เพียงเหยียบคันเร่งเพื่อกระตุ้นการทำงานของ XtraBoost และปลดปล่อยพละกำลังเสริมมากถึง 30 กิโลวัตต์ / 40 แรงม้า ภายในเวลาเพียง 10 วินาที ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ใหม่ มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.9 วินาที ต่อเนื่องไปจนถึงความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม. ในโหมดการขับขี่แบบ HYBRID ของบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ใหม่ สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 110 กม./ชม. ซึ่งมากกว่ารุ่นก่อนหน้า 30 กม./ชม. โดยใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าก่อนสลับไปเป็นการใช้พลังงานเครื่องยนต์ ขณะเดียวกันในโหมด ELECTRIC ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่แบบไร้มลพิษ สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 140 กม./ชม. มากกว่ารุ่นเดิมที่ทำได้ 120 กม./ชม. บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ยังได้ปรับปรุงอัตราการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าปลอดมลพิษให้มากกว่ารุ่นก่อน 50 เปอร์เซ็นต์ ในระยะทางขับสูงสุดที่ 55-68 กิโลเมตร ในขณะเดียวกันยังลดการใช้อัตราการสิ้นเปลืองและการปล่อยมลพิษในโหมดขับขี่อื่น ๆ ได้มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ระบบสร้างเสียงจำลองเพื่อให้ผู้ใช้ทางเท้าได้ยินจะถูกเปิดใช้ในขณะขับขี่ด้วยระบบพลังงานไฟฟ้าเพื่อส่งเสียงเตือนผู้ใช้ทางเท้าผ่านระบบลำโพงติดตั้งภายนอก (ราคาขายรวม BSI STANDARD Package) และจะปรับเป็น 3,029,000 บาท ในวันที่ 1 มกราคม 2025

หมายเหตุ : รายละเอียดของรถยนตอ์าจมีการเปลี่ยนแปลงภายหลัง

รถผู้บริหาร รถทดลองขับ ไมล์น้อย ราคาและโปรโมชั่นพิเศษ

โปรโมชั่นพิเศษ
ตั้งแต่ 20 มี.ค. - 31 มี.ค. 2568
Bsi ถึง 16/12/2026

ราคาพิเศษ 1,390,000 บาท

สนใจสอบถา มรายละเอียดกดลิ้ง https://www.checkraka.com/flashdeal/car

รายละเอียดเบื้องต้น
   แบรนด์              BMW
   รุ่น                   บีเอ็มดับเบิลยู BMW Series 3 330e M Sport ปี 2020
   ประเภทรถ          รถเก๋ง 4 ประตู, รถไฮบริด
   ปีที่เปิดตัว          2020


6
จัดฟันบางนา: เทคโนโลยีสุดล้ำสมัย ของการทำ รากฟันเทียม

การทำ รากฟันเทียม ในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและล้ำหน้าไปมาก นั่นก็คือ ใช้เทคโนโลยี CT Scan ซึ่งเป็นการx-ray แบบ 3 มิติ ที่มีความละเอียดสูง สามารถมองเห็นความหนาแน่นและปริมาณกระดูกได้อย่างชัดเจนและละเอียดที่สุด เพื่อการรักษาอย่างถูกต้องและแม่นยำ

ทั้งนี้เทคโนโลยี CT Scan มีข้อดีหลายอย่าง ทั้งช่วยให้มองเห็นทั้งแกนกลาง และภาพรวมทั้งหมด ช่วยในการมองเห็นแบบจำลองของการวางตำแหน่งของรากเทียม เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่างกระดูกกับรากเทียมแม่นยำขึ้น

นอกจากนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนในการวางแผนรักษา ทำให้เกิดความแม่นยำของตำแหน่งของฟัน ทำให้การรักษาราบรื่นขึ้น ทั้งนี้ยังสามารถทำการผ่าตัดโดยไม่ต้องเปิดเหงือก สามารถรู้ถึงรายละเอียดของกระดูก เพื่อให้การรักษาเห็นผลชัดเจนและเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด


ขั้นตอนการทำ “รากฟันเทียม”

การทำรากฟันเทียม ถือเป็นการรักษาช่องปากและสุขภาพฟันอย่างหนึ่ง เพื่อทดแทนรากฟันที่สูญเสียไป เพื่อให้การรับประทานอาหารเป็นปกติที่สุด สำหรับขั้นตอนการทำรากฟันเทียมนั้น มีขั้นตอนไม่ได้ซับซ้อนมากมายนัก

ขั้นตอนแรกในการทำรากฟันเทียม เมื่อฟันถูกถอนไปจะทำให้เกิดช่องว่าง และการฝังรากฟันเทียม ถือเป็นการทดแทนรากฟันที่สูญเสียไป เมื่อฟันถูกถอนออกไป จะมีปัญหาทำให้ฟัน2 ซี่ ด้านข้างล้มหรือฟันเอียงได้ การฝังรากเทียมจึงเป็นการแก้ปัญหานี้ได้ดี

หลังจากการฝังรากเทียม ทันตแพทย์จะใส่ครอบฟันลงบนรากฟัน เพื่อให้สามารถรับประทานอาหารได้เสมือนฟันธรรมชาติ และเพื่อให้มีรอยยิ้มที่มั่นใจและบุคลิคภาพที่ดี ใช้ชีวิตได้เป็นตามปกติมากที่สุด


รูปทรงของ “รากเทียม” ให้เหมาะสมกับปากเรา !

รากฟันเทียมเป็นรากฟันที่สร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนรากฟันจริงที่สูญเสียไป และรากฟันก็มีหลายรูปทรง ซึ่งก็ต้องดูลักษณะฟันของแต่ละบุคคลเพื่อความเหมาะสม ก่อนเข้ารับการรักษาทันตแพทย์จะทำการตรวจช่องปากว่าเราควรใส่รากเทียมรูปทรงไหน

รากฟันเทียมมีหลายรูปแบบ โดยจะวิเคราะห์ตามความเหมาะสมของสภาพฟัน โดยมีรากเทียม 1 ซี่ ในกรณีที่คุณสูญเสียรากฟันไป 1 ซี่ รากฟันหลายซี่ ในกรณีที่สูญเสียรากฟันหลายซี่ การทำรากฟันเทียมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ละอีกรูปแบบหนึ่งคือ รากเทียมทั้งปาก ในกรณีที่สูญเสียทั้งปาก การทำฟันปลอมทั้งปากจะช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะแรกๆ แต่เมื่อไม่มีรากฟันแล้ว กระดูกขากรรไกรในบริเวณนั้นก็จะค่อยๆหดตัวลง ทำให้ฟันปลอมหลุดได้ง่าย ทั้งนี้หากทำรากเทียมทั้งปากก็จะช่วยยึดฟันปลอมให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น


อายุการใช้งาน “ของรากฟันเทียม”

ถือว่าเป็นคำถามยอดฮิตของใครหลายๆคนที่อาจจะมีความสงสัยว่า รากฟันเทียมที่ถูกฝังติดอยู่ในช่องปากของเรามีอายุการใช้งานนานแค่ไหน ทำแล้วจะมีผลกระทบถึงสุขภาพช่องปากในอนาคตหรือไม่

วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทราบกันว่า รากฟันเทียมสามารถอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต เพราะรากฟันเทียมมีความแข็งแรงทนทาน ถ้ามีการดูแลรักษาความสะอาดช่องปากที่ถูกต้อง และหมั่นเข้ารับการตรวจช่องปากทุกๆ 6 เดือน

ทั้งนี้ปัญหาของรากเทียมจะแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือส่วนของรากเทียมและฟันปลอมที่อยู่ด้านบน โดยส่วนแรก ก็คือส่วนของรากเทียมอาจจะทำให้มีการละลายตัวของกระดูกขากรรไกร ต่อมาในส่วนของฟันปลอมที่อยู่ด้านบนคือ ครอบฟันหลวม หรือหลุด ครอบฟันแตก ซึ่งก็เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยแต่ก็สามารถซ่อมแซ่มได้

7
ขนาดและรูปแบบของผ้ากันไฟที่ควรใช้

ขนาดและรูปแบบของผ้ากันไฟที่ควรใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในบ้านของคุณ โดยมีหลักเกณฑ์ในการเลือกดังนี้ค่ะ

ขนาดของผ้ากันไฟ
ขนาดเล็ก (1x1 เมตร หรือเล็กกว่า):
เหมาะสำหรับใช้ในครัวเรือน เช่น คลุมกระทะที่มีไฟลุก หรือใช้ดับไฟขนาดเล็ก
สะดวกในการจัดเก็บและใช้งานในพื้นที่จำกัด

ขนาดกลาง (1x2 เมตร ถึง 2x3 เมตร):
เหมาะสำหรับใช้คลุมอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูง เช่น เตาอบ หรือใช้ดับไฟในพื้นที่กว้างขึ้น
เป็นขนาดที่นิยมใช้กันทั่วไปในบ้านเรือน

ขนาดใหญ่ (3x5 เมตร หรือใหญ่กว่า):
เหมาะสำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น คลุมเฟอร์นิเจอร์ หรือใช้เป็นผ้าห่มกันไฟ
เหมาะสำหรับใช้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟไหม้

รูปแบบของผ้ากันไฟ

ผ้าผืน:
เป็นรูปแบบที่พบได้ทั่วไป เหมาะสำหรับใช้งานหลากหลายประเภท
สามารถพับเก็บได้ง่าย และนำไปใช้งานได้สะดวก

ผ้าห่ม:
เหมาะสำหรับใช้คลุมตัวเพื่อป้องกันไฟ หรือใช้คลุมเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่
มีขนาดใหญ่กว่าผ้าผืน และมีความหนามากกว่า

ผ้ากันเปื้อน:
เหมาะสำหรับใช้ในห้องครัว เพื่อป้องกันสะเก็ดไฟจากการทำอาหาร
สะดวกในการใช้งาน และสามารถทำความสะอาดได้ง่าย

ม่านกันไฟ:
เหมาะสำหรับใช้กั้นพื้นที่เพื่อป้องกันไฟลุกลาม
ใช้งานในพื้นที่ที่ต้องการแบ่งกั้น และป้องกันไฟ

คำแนะนำเพิ่มเติม
ควรมีผ้ากันไฟติดบ้านไว้อย่างน้อย 1 ผืน และเก็บไว้ในที่ที่เข้าถึงได้ง่าย
ควรเลือกผ้ากันไฟที่มีขนาดและรูปแบบเหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ของบ้าน

ควรฝึกซ้อมการใช้ผ้ากันไฟ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

8
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: เอดส์

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อเอชไอวี* ซึ่งเป็นไวรัสชนิดใหม่ เพิ่งมีการเพาะเลี้ยงแยกเชื้อได้ในปี พ.ศ. 2526 เชื้อนี้มีมากในเลือด น้ำอสุจิ และน้ำเมือกในช่องคลอดของผู้ติดเชื้อ จึงสามารถแพร่เชื้อได้โดย

1. ทางเพศสัมพันธ์ ทั้งต่างเพศและเพศเดียวกัน (ในชายรักร่วมเพศ หรือเกย์) เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายทางช่องคลอด ทวารหนัก และทางปากที่เกิดแผลหรือรอยแยก

2. ทางเลือด เช่น การได้รับการถ่ายเลือด การปลูกถ่ายอวัยวะที่มีเชื้อ การแปดเปื้อนผลิตภัณฑ์จากเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เป็นต้น

ส่วนการใช้ของมีคม (เช่น ใบมีดโกน เป็นต้น) ร่วมกับผู้ติดเชื้อ การสัก การเจาะหู อาจมีโอกาสแปดเปื้อนเลือดที่มีเชื้อได้ แต่จะมีโอกาสติดโรคได้ก็ต่อเมื่อมีแผลเปิด และปริมาณเลือดหรือน้ำเหลืองที่เข้าไปในร่างกายมีจำนวนมากพอ

3. การติดต่อจากมารดาที่มีเชื้อสู่ทารก ตั้งแต่ระยะอยู่ในครรภ์ ระยะคลอด และระยะเลี้ยงดูหลังคลอด โอกาสที่ทารกจะติดเชื้อจากมารดาประมาณร้อยละ 20-50

เชื้อเอชไอวีเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ก็จะมีการเพิ่มจำนวน สามารถแยกเชื้อไวรัสหรือตรวจพบสารก่อภูมิต้านทาน (แอนติเจน) ได้หลังติดเชื้อ 2-6 สัปดาห์ และจะตรวจพบสารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ได้หลังติดเชื้อ 3-12 สัปดาห์

ผู้ที่ตรวจพบสารภูมิต้านทานในเลือดร้อยละ 90 จะมีเชื้อเอชไอวีในกระแสเลือด ซึ่งสามารถแพร่โรคให้ผู้อื่นได้ แม้จะไม่มีอาการอะไรเลยก็ตาม

*เชื้อเอชไอวีมี 2 ชนิด (serotype) ได้แก่ HIV-1 และ HIV-2 การระบาดทั่วโลกส่วนใหญ่ (รวมทั้งประเทศไทย) เกิดจาก HIV-1 ซึ่งยังแบ่งเป็นชนิดย่อย ๆ ได้อีกหลายชนิด ส่วน HIV-2 พบระบาดในแอฟริกา

อาการ

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะมีอาการแสดงตามระยะของโรค ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกันดังนี้

1. ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อเอชไอวี (primary HIV infection หรือ acute retroviral syndrome) ระยะนี้นับตั้งแต่เริ่มติดเชื้อเอชไอวี จนกระทั่งร่างกายเริ่มสร้างสารภูมิต้านทาน กินเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์ หลังติดเชื้อผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ มีแผลในปาก มีผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ เหงื่อออกตอนกลางคืน คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว น้ำหนักลด หรือมีฝ้าขาวในช่องปาก อาการเหล่านี้มักจะเป็นอยู่ 1-2 สัปดาห์ (บางรายเพียง 2-3 วัน บางรายอาจนานถึง 10 สัปดาห์) แล้วหายไปได้เอง

เนื่องจากอาการคล้ายกับไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้ทั่ว ๆ ไป ผู้ป่วยอาจรักษาตัวเองและไม่ได้ไปพบแพทย์ หรือเมื่อไปพบแพทย์ก็อาจไม่ได้รับการตรวจเลือด นอกจากนี้บางรายหลังติดเชื้ออาจไม่มีอาการผิดปกติปรากฏให้เห็น ดังนั้น ผู้ติดเชื้อจึงอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ในระยะนี้

2. ระยะเรื้อรังหรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ (chronic HIV/clinical latent infection) ระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่มีอาการ และแข็งแรงเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป โดยที่ยังคงมีเชื้อเอชไอวีอยู่ในร่างกาย และสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ จะทราบได้ก็ด้วยการตรวจเลือดซึ่งจะพบเชื้อเอชไอวีและสารภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนี้

ระยะนี้แม้ว่าจะไม่มีอาการ แต่เชื้อเอชไอวีจะแบ่งตัวเจริญขึ้นไปเรื่อย ๆ และทำลาย CD4 จนมีจำนวนลดลง โดยเฉลี่ยประมาณปีละ 50-75 เซลล์/ลบ.มม. จากระดับปกติ (คือ 600-1,000 เซลล์) เมื่อลดต่ำลงมาก ๆ ก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย (เข้าสู่ระยะที่ 3) ทั้งนี้อัตราการลดลงของ CD4 จะเร็วช้าขึ้นกับความรุนแรงของเชื้อเอชไอวี และสภาพความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย

ระยะนี้มักเป็นอยู่นาน 5-10 ปี บางรายอาจสั้นเพียง 2-3 เดือน แต่บางรายอาจนานกว่า 10-15 ปีขึ้นไป

3. ระยะติดเชื้อที่มีอาการ (symptomatic HIV infection) หรือระยะป่วยเป็นเอดส์ (AIDS) ผู้ป่วยจะมีอาการมากน้อยขึ้นกับจำนวน CD4 ดังนี้

3.1 อาการเล็กน้อย ระยะนี้ถ้าตรวจ CD4 จะมีจำนวนมากกว่า 500 เซลล์/ลบ.มม. ผู้ป่วยอาจมีอาการ ดังนี้

    ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตเล็กน้อย
    โรคเชื้อราที่เล็บ
    แผลแอฟทัส (aphthous ulcer)
    ผิวหนังอักเสบชนิดเกล็ดรังแคที่ไรผม ข้างจมูก ริมฝีปาก
    ฝ้าขาวข้างลิ้น (hairy leukoplakia) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสอีบีวี (Epstein-Barr virus/EBV) มีลักษณะเป็นฝ้าขาวที่ด้านข้างของลิ้น ซึ่งขูดไม่ออก
    โรคโซริอาซิสที่เคยเป็นอยู่เดิมกำเริบ

3.2 อาการปานกลาง ระยะนี้ถ้าตรวจ CD4 จะมีจำนวนระหว่าง 200-500 เซลล์/ลบ.มม. ผู้ป่วยอาจมีอาการทางผิวหนังและเยื่อบุช่องปากแบบข้อ 3.1 หรือไม่ก็ได้ อาการที่อาจพบได้มีดังนี้

    เริม ที่ริมฝีปากหรืออวัยวะเพศ ซึ่งกำเริบบ่อย และเป็นแผลเรื้อรัง
    งูสวัด ที่มีอาการกำเริบอย่างน้อย 2 ครั้ง หรือขึ้นพร้อมกันมากกว่า 2 แห่ง
    โรคเชื้อราในช่องปาก หรือช่องคลอด
    ท้องเดินบ่อย หรือเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน
    ไข้เกิน 37.8 องศาเซลเซียส แบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือติดต่อกันทุกวันนานเกิน 1 เดือน
    ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 แห่งในบริเวณที่ไม่ติดต่อกัน (เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ) นานเกิน 3 เดือน
    น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
    ปวดกล้ามเนื้อและข้อ
    ไซนัสอักเสบเรื้อรัง
    ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย ซึ่งเป็นซ้ำบ่อย

3.3 อาการรุนแรง (ระยะเป็นเอดส์เต็มขั้น) ระยะนี้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเสื่อมเต็มที่ ถ้าตรวจ CD4 จะพบมีจำนวนต่ำกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. เป็นผลทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ เช่น เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว วัณโรค เป็นต้น ฉวยโอกาสเข้ารุมเร้า เรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาส (opportunistic infections) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อที่รักษาค่อนข้างยาก และอาจติดเชื้อชนิดเดิมซ้ำอย่างเดียวหรือติดเชื้อชนิดใหม่ หรือติดเชื้อหลายชนิดร่วมกัน

ระยะนี้ผู้ป่วยอาจมีอาการดังนี้

    เหงื่อออกมากตอนกลางคืน
    ไข้ หนาวสั่น หรือไข้สูงเรื้อรังติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือเป็นแรมเดือน
    ไอเรื้อรัง หรือหายใจหอบเหนื่อยจากวัณโรคปอด หรือปอดอักเสบ
    ท้องเดินเรื้อรัง จากเชื้อราหรือโปรโตซัว
    น้ำหนักลด รูปร่างผอมแห้ง และอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
    ปวดศีรษะรุนแรง ชัก สับสน ซึม หรือหมดสติจากการติดเชื้อในสมอง
    แขนขาชา หรืออ่อนแรง
    ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
    กลืนลำบาก หรือเจ็บเวลากลืน เนื่องจากหลอดอาหารอักเสบจากเชื้อรา
    สายตาพร่ามัวมองไม่ชัด หรือเห็นเงาหยากไย่ลอยไปมาจากจอตาอักเสบ
    ตกขาวบ่อย
    มีผื่นคันตามผิวหนัง (papulopruritic eruption)
    ซีด
    มีจุดแดงจ้ำเขียว หรือเลือดออกจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือไอทีพี
    สับสน ความจำเสื่อม หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ พฤติกรรมผิดแปลกไปจากเดิม เนื่องจากความผิดปกติของสมอง (อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อ "ภาวะแทรกซ้อน" ด้านล่าง)
    อาการของโรคมะเร็งที่เกิดแทรกซ้อน เช่น มะเร็งของผนังหลอดเลือดที่เรียกว่า Kaposi’s sarcoma (KS)* มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก เป็นต้น

ในเด็ก ที่ติดเชื้อเอชไอวี ระยะแรกอาจมีอาการน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ เมื่อโรคลุกลามมากขึ้นก็อาจมีอาการเดินลำบากหรือพัฒนาการทางสมองช้ากว่าปกติ และเมื่อเป็นเอดส์เต็มขั้น นอกจากมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแบบเดียวกับผู้ใหญ่แล้ว ยังอาจพบว่าหากเป็นโรคที่พบทั่วไปในเด็ก (เช่น หูชั้นกลางอักเสบ ปอดอักเสบ ทอนซิลอักเสบ) ก็มักจะมีอาการรุนแรงมากกว่าปกติ

ฝ้าขาวข้างลิ้น (hairy leukoplakia)
ลักษณะเป็นฝ้าขาวที่ด้านข้างของลิ้น ซึ่งขูดไม่ออก

*เกิดจากเชื้อไวรัส human herpesvirus 8 (HHV8) หรือ Kaposi’s sarcoma associated herpesvirus (KSHV) มีลักษณะเป็นผื่นหรือตุ่มรูปกลมหรือวงรี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-5 มม. สีน้ำตาล สีแดง สีม่วง หรือสีดำ ที่ผิวหนัง (พบได้ทุกส่วน พบบ่อยที่ใบหน้าและขา) ภายในช่องปาก (เพดานแข็ง เหงือก ลิ้น)

ผื่นตุ่มที่ผิวหนังจะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคันแต่อย่างใด ส่วนมากจะขึ้นมากกว่า 1 รอยโรคซึ่งอยู่แยกกัน และมีรอยโรคใหม่ทยอยขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์ บางครั้งก็อาจแผ่รวมกันเป็นผื่นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหลายเซนติเมตร

ส่วนผื่นในช่องปาก บางครั้งอาจกลายเป็นแผล มีเลือดออก และอาจทำให้พูดและกินอาหารได้ลำบาก อาจทำให้ฟันหลุด หรืออุดกั้นทางเดินหายใจ

ถ้าเป็นที่บริเวณต่อมน้ำเหลือง อาจทำให้ขาบวมจากการอุดกั้นของทางเดินน้ำเหลือง

นอกจากนี้อาจขึ้นที่เยื่อบุทางเดินอาหาร (อาจทำให้ท้องเดิน ลำไส้อุดกั้น ถ่ายเป็นเลือด) เยื่อบุทางเดินหายใจ (อาจทำให้ไอเป็นเลือด หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก)

ภาวะแทรกซ้อน

มักพบในผู้ป่วยเอดส์ที่ขาดการรักษา มีจำนวน CD4 ต่ำกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่

1. การติดเชื้อฉวยโอกาส ซึ่งอาจมีความรุนแรง และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้ บางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของภาวะแทรกซ้อนมากกว่าอาการของโรคเอดส์เอง โรคติดเชื้อฉวยโอกาสที่พบบ่อย ได้แก่

    วัณโรคปอด และวัณโรคนอกปอด (เช่น ต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มปอด เยื่อหุ้มหัวใจ วัณโรคชนิดแพร่กระจาย) ซึ่งมักเป็นรุนแรงและอาจดื้อต่อยารักษาวัณโรคหลายชนิด
    ปอดอักเสบจากเชื้อรานิวโมซิสติสจิโรเวซิ (Pneumocystis jiroveci) เรียกว่า "ปอดอักเสบจากนิวโมซิสติส (pneumocystis pneumonia/PCP)"
    เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อราคริปโตค็อกคัส (cryptococcal meningitis) มักพบในผู้ป่วยเอดส์ที่มีจำนวน CD4 ต่ำกว่า 50 เซลล์/ลบ.มม.
    หลอดอาหารอักเสบจากเชื้อราแคนดิดา (esophageal candidiasis) ทำให้มีอาการกลืนลำบาก เจ็บเวลากลืน เจ็บตรงบริเวณหลังกระดูกลิ้นปี่ และมักมีโรคเชื้อราในช่องปากร่วมด้วย นอกจากนี้ยังอาจพบหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบจากเชื้อแคนดิดา
    ปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่พบในคนปกติทั่วไป แต่มักจะเป็นมากกว่า 1 ครั้งใน 1 ปี
    โรคติดเชื้อฉวยโอกาสอื่น ๆ เช่น จอตาอักเสบจากเชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (cytomegalovirus/CMV retinitis ทำให้สายตามัว อาจรุนแรงถึงตาบอดได้ มักพบในผู้ป่วยที่มี CD4 ต่ำกว่า 50 เซลล์/ลบ.มม.) ท้องเดินรุนแรงจากเชื้อซัลโมเนลลา (salmonellosis), การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งอาจทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก, การติดเชื้อไวรัสโพลีโอมา (polyomavirus) ที่สมอง ทำให้เกิดความผิดปกติของสมองที่เรียกว่า "Progressive multifocal leukoencephalopathy" (มีอาการพูดลำบาก ตาบอดข้างหนึ่ง แขนขาชาและอ่อนแรงซีกหนึ่ง ความจำเสื่อม), การติดเชื้อรุนแรงชนิดแพร่กระจายทั่วร่างกายจากเชื้อแบคทีเรีย Mycobacterium avium complex (MAC) เชื้อโปรโตซัว-Toxoplasma gondii และเชื้อรา-Histoplasma capsulatum เป็นต้น

2. ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น

    มะเร็ง ที่พบบ่อยได้แก่ มะเร็งของผนังหลอดเลือดที่มีชื่อว่า Kaposi’s sarcoma มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก (ในผู้ป่วยที่เป็นชายรักร่วมเพศ)
    เนื่องจากผู้ป่วยมีโอกาสสูงที่จะมีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี (จากการติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์แบบเดียวกับเอชไอวี) หากไม่ได้รับยาต้านเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบพร้อมกันไป ผู้ป่วยมักเกิดตับอักเสบจากไวรัสชนิดรุนแรง ซึ่งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ ตับแข็ง มะเร็งตับ ตับวาย
    ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทและสมอง ที่พบบ่อยก็คือ ภาวะ AIDS dementia complex หรือ ADC (มีชื่อเรียกอื่น เช่น HIV dementia, HIV encephalopathy, HIV associated dementia) ซึ่งไม่ได้เกิดจากโรคติดเชื้อแทรกซ้อนของสมอง แต่เป็นผลการเปลี่ยนแปลงของเซลล์สมองจากเชื้อเอชไอวีโดยตรง ทำให้มีอาการผิดปกติทางสมองและจิตประสาท เช่น ความจำเสื่อม หลงลืมง่าย สับสน ขาดสมาธิ การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ (เช่น พูดลำบาก เคลื่อนไหวเชื่องช้า เดินเซ สั่น แขนขาเป็นอัมพาต กลั้นปัสสาวะไม่ได้) พฤติกรรมผิดแปลกไปจากเดิม (เช่น ไร้อารมณ์ ซึม กระสับกระส่าย ฟุ้งพล่าน ไม่ยอมพูด) มักพบในผู้ป่วยเอดส์ระยะท้าย ๆ ปัจจุบันพบภาวะนี้ได้น้อยลงเนื่องจากมีการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวี

นอกจากนี้ ยังอาจมีโรคไขสันหลังอักเสบ (ขาชาและอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้) ปลายประสาทอักเสบ (มีอาการปวดแสบปวดร้อนและชาที่ขา) กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร

    อาการน้ำหนักลดมากจนมีลักษณะผอมแห้ง (wasting syndrome) มักมีอาการไข้เรื้อรัง ท้องเดิน และอ่อนเปลี้ยเพลียแรงร่วมด้วย
    ภาวะโลหิตจาง
    ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากไอทีพี
    ปวดข้อ ข้ออักเสบ
    ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง
    ถุงน้ำดีอักเสบ อุ้งเชิงกรานอักเสบ (pelvic Inflammatory disease) ช่องคลอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
    โรคไตพิการที่สัมพันธ์กับเอชไอวี (HIV-associated nephropathy/HIVAN) การติดเชื้อเอชไอวีก่อให้เกิดการอักเสบของหน่วยไตอย่างรุนแรง ซึ่งผู้ป่วยจะแสดงอาการแบบโรคไตเนโฟรติก และมีภาวะไตวายเรื้อรังระยะท้ายตามมาในเวลารวดเร็ว

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย ซึ่งมีสิ่งตรวจพบดังนี้

ในระยะแรก ๆ อาจตรวจพบไข้ ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต บางรายอาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน

ในระยะที่มีอาการป่วยเป็นเอดส์แล้ว จะตรวจพบอาการผิดปกติต่าง ๆ เช่น ไข้ ซูบผอม ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่ง (บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ) ซีด จุดแดงจ้ำเขียว เป็นต้น

ในช่องปากอาจพบอาการลิ้นหรือช่องปากเป็นฝ้าขาวจากเชื้อราแคนดิดา รอยฝ้าขาวข้างลิ้น (hairy leukoplakia) แผลเริมเรื้อรัง แผลแอฟทัส ปากเปื่อย ก้อนเนื้องอก (มะเร็ง) เป็นต้น

บริเวณผิวหนังอาจพบวงผื่นของโรคเชื้อรา (กลาก เกลื้อน โรคเชื้อราแคนดิดา) ลุกลามเป็นบริเวณกว้างและเรื้อรัง เริม งูสวัด แผลเรื้อรัง พุพอง ก้อนเนื้องอก หูดข้าวสุก ผื่นหรือตุ่มสีน้ำตาล สีแดง หรือสีม่วง (Kaposi’s sarcoma) ตุ่มหนองหรือตุ่มคล้ายหูดข้าวสุกกระจายทั่วไปจากเชื้อราเพนิซิลเลียม มาร์เนฟไฟ (Penicillium marneffei) ผิวหนังแห้ง คัน เป็นเกล็ดขาว เป็นตุ่มคัน เป็นต้น

ในรายที่เป็นปอดอักเสบ จะมีอาการหายใจหอบ ใช้เครื่องฟังตรวจปอดมีเสียงกรอบแกรบ (crepitation)

ในรายที่เป็นโรคติดเชื้อของสมอง จะมีอาการซึม เพ้อ ชัก หมดสติ ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะตรวจพบอาการคอแข็ง

นอกจากนี้ อาจตรวจพบอาการแขนขาชาหรืออ่อนแรงจากไขสันหลังอักเสบ หรือปลายประสาทอักเสบ ข้ออักเสบบวมแดงร้อน บวมจากโรคไต ดีซ่านจากตับอักเสบ เป็นต้น

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยการตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี ได้แก่

    การตรวจแอนติเจนและแอนติบอดี (antigen/antibody test) คือการตรวจหาทั้งแอนติเจน (เชื้อเอชไอวีหรือสารก่อภูมิต้านทาน) และแอนติบอดี (สารภูมิต้านทาน) ต่อเชื้อเอชไอวีในเลือด ด้วยชุดตรวจเดียวกัน ซึ่งจะมีช่วงเวลาที่ยังตรวจไม่พบ (window period)* 18-45 วัน
    การตรวจแอนติบอดี (antibody test) คือ การตรวจหาเฉพาะแอนติบอดีหรือสารภูมิต้านทานต่อเชื้อเอชไอวี (anti-HIV) เพียงอย่างเดียว ในเลือดหรือน้ำลาย ซึ่งจะมีช่วงเวลาที่ยังตรวจไม่พบ (window period) 23-90 วัน
    การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี (nucleic acid test/NAT) โดยการนำเลือดไปตรวจ ด้วยเทคนิค NAT (nucleic acid amplification testing) ซึ่งมีช่วงเวลาที่ยังตรวจไม่พบ (window period) 10-33 วัน

ในการวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี แพทย์จะใช้วิธีนำเลือดไปตรวจหาทั้งแอนติเจนและแอนติบอดี หรือตรวจหาเฉพาะแอนติบอดีเป็นหลัก ส่วนการตรวจหาสารพันธุกรรมจะเลือกใช้เฉพาะในบางกรณี**

ถ้าผลการตรวจเป็นลบ (ตรวจไม่พบเชื้อ) หรือยังสรุปไม่ได้แน่ชัด แพทย์อาจพิจารณาทำการตรวจซ้ำตามเห็นสมควร

ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวี และ/หรือหลังให้การรักษา แพทย์จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่

    การตรวจหาจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 (CD4 count) เพื่อประเมินระยะของโรค และการวางแผนการรักษาและการให้ยาต้านเอชไอวี หากมีค่า CD4 ที่ต่ำกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. แสดงว่าเป็นโรคเอดส์ระยะรุนแรง (เอดส์เต็มขั้น)
    การตรวจหาปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือด (HIV viral load/HIV VL) ซึ่งจะตรวจหลังให้ยาต้านเอชไอวีเป็นครั้งคราวอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามประเมินผลการรักษา
    การตรวจการดื้อต่อยาต้านเอชไอวี (HIV drug resistance testing) ในรายที่แพทย์สงสัยว่าจะเกิดเชื้อดื้อต่อยาต้านเอชไอวี โดยการเจาะเลือดไปตรวจจีโนไทป์ (genotype) เพื่อตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของลำดับเบสในสารพันธุกรรมของเชื้อเอชไอวี
    การตรวจหาโรคติดเชื้อฉวยโอกาส โรคติดเชื้อที่พบร่วม และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ด้วยการตรวจพิเศษ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ เสมหะ เอกซเรย์ การส่องกล้อง การตรวจเพาะเชื้อ การตรวจกรองมะเร็ง การตรวจชิ้นเนื้อ เป็นต้น

*หลังติดเชื้อในระยะแรก ๆ ร่างกายจะมีปริมาณเชื้อและแอนติบอดีไม่มากพอที่จะตรวจพบได้ ช่วงเวลาที่ยังตรวจไม่พบ (ผลการตรวจเป็นลบ) นี้เรียกว่า "Window period" การตรวจแต่ละวิธีจะมี window period แตกต่างกันไป อาทิ การตรวจแอนติเจนและแอนติบอดี จะมีช่วงเวลาที่ยังตรวจไม่พบ (window period) 18-45 วัน หมายความว่า จะเริ่มมีโอกาสตรวจพบตั้งแต่ 18 วันหลังติดเชื้อในผู้ติดเชื้อบางราย และบางรายจะยังตรวจไม่พบ แต่หลังติดเชื้อได้ 45 วันไปแล้วก็จะมีโอกาสตรวจพบได้ทุกราย

ดังนั้น ในกรณีที่ผลการตรวจเป็นลบ (คือตรวจไม่พบ) เนื่องจากตรวจในช่วง window period หากแพทย์พิจารณาว่าผู้ป่วยมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีภายใน 3 เดือนก่อนตรวจครั้งแรก ก็จะทำการตรวจซ้ำเพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัด

**มีประโยชน์เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อในระยะแรกที่ยังตรวจไม่พบแอนติบอดี (anti-HIV) หรือไม่สามารถใช้แอนติบอดีแปลผลการติดเชื้อ ได้แก่ (1) การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อในเด็กอายุน้อยกว่า 24 เดือน เนื่องจากอาจพบแอนติบอดีของมารดาที่ผ่านรกมายังทารก และยังคงพบได้ในขณะนั้น (2) การตรวจวินิจฉัยผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อมาระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน (3) ติดตามบุคลากรทางการแพทย์หลังได้รับอุบัติเหตุสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อเอชไอวี

การรักษาโดยแพทย์

เมื่อตรวจเลือดยืนยันว่าเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือโรคเอดส์ แพทย์จะทำการตรวจเพื่อประเมินความรุนแรงและระยะของโรค (ตรวจเลือดนับจำนวน CD4), โรคติดเชื้อที่พบร่วม (เช่น ตรวจเลือดหาไวรัสตับอักเสบบีและซี, ตรวจวีดีอาร์แอลสำหรับโรคซิฟิลิส), ประเมินการทำหน้าที่ของไต (ตรวจระดับครีอะตินีนในเลือด ตรวจปัสสาวะ) เพื่อวางแผนการรักษาและติดตามผลข้างเคียงต่อไตจากการใช้ยาต้านเอชไอวี, ประเมินการทำหน้าที่ของตับ (ตรวจระดับ ALT และ alkaline phosphatase ในเลือด) เพื่อวางแผนการรักษาและติดตามผลข้างเคียงต่อตับจากการใช้ยาต้านเอชไอวี, ตรวจหาวัณโรคปอด (เอกซเรย์ปอด), ตรวจมะเร็งปากมดลูกระยะแรก (แพ็ปสเมียร์) เป็นต้น แล้วให้การรักษา ดังนี้

1. ควบคุมโรคติดเชื้อเอชไอวี โดยการให้ยาต้านเอชไอวี (anti-retroviral therapy/ART) ยานี้มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวี สามารถลดจำนวนของเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น ชะลอการเกิดโรคเอดส์ที่รุนแรง ลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ และป้องกันคู่ของผู้ติดเชื้อไม่ให้ติดเชื้อเอชไอวีผ่านทางเพศสัมพันธ์

ยาต้านเอชไอวีมีอยู่หลายกลุ่ม และแต่ละกลุ่มมีอยู่หลายชนิด*

แพทย์จะให้ยาต้านเอชไอวีความแรงสูง (HAART/Highly active antiretroviral therapy) ด้วยยาต้านเอชไอวี 2-3 ชนิดร่วมกัน ซึ่งมีอยู่หลายสูตร แพทย์จะเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย โดยระวังการใช้ยาในผู้ที่มีโรคอื่นร่วมด้วย (ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนตามมา) และผู้ที่ใช้ยาอื่นอยู่ก่อน (ซึ่งอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยาที่ใช้ร่วมกัน เป็นอันตรายได้)

โดยทั่วไป แพทย์จะใช้ยาสูตรแรก ได้แก่ TDF (หรือ TAF) ร่วมกับ 3TC (หรือ FTC) ร่วมกับ DTG โดยให้เป็นแบบรวมเม็ดเดียว ซึ่งเป็นสูตรยาที่ได้ผลดี มีผลข้างเคียงน้อยและใช้วันละครั้ง ในการให้ยารักษาแพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยและญาติทราบถึงความจำเป็นที่ต้องกินยาให้ตรงเวลาและต่อเนื่องทุกวัน และร่วมกันหามาตรการในการปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาการดื้อยาหากกินยาไม่สม่ำเสมอหรือไม่ต่อเนื่อง

หลังให้ยารักษา แพทย์จะติดตามดูอาการผู้ป่วยเป็นระยะ ตรวจดูผลข้างเคียง** (ซึ่งอาจมีอันตรายต่อผู้ป่วย หรือทำให้ผู้ป่วยไม่ยอมกินยาอย่างต่อเนื่องได้) และทำการตรวจเลือดนับจำนวน CD4 และปริมาณเชื้อเอชไอวีในเลือด (HIV viral load) เพื่อประเมินผลการรักษา*** การดำเนินของโรค และการดื้อต่อยาต้านเอชไอวี

ถ้าพบว่ามีผลข้างเคียงจากยา หรือการดื้อต่อยา ก็จะปรับเปลี่ยนสูตรยาให้เหมาะสม

2. ให้การรักษาโรคที่พบร่วม เช่น โรคตับอักเสบจากไวรัสบีหรือซี ซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

3. ให้การรักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคตับเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น

4. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ ตามความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย อาทิ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่, วัคซีนป้องกันโควิด-19, วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี (ถ้ายังไม่เคยฉีดมาก่อน), วัคซีนปอดอักเสบจากเชื้อปอดบวม หรือนิวโมค็อกคัส (pneumococcal vaccine), วัคซีนเอชพีวี (human papillomavirus vaccine/HPV) เป็นต้น

5. การเสริมสภาพจิตใจของผู้ป่วย ซึ่งมักจะมีความวิตกกังวล ซึมเศร้า โกรธ รู้สึกไม่มั่นคง ด้วยการให้การปรึกษาแนะแนว ให้กำลังใจ ให้การสังคมสงเคราะห์ตามความจำเป็น รวมทั้งสนับสนุนให้เข้าร่วมกลุ่มมิตรภาพบำบัด หรือกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน (self-help group)

ผลการรักษา ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษากับแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยกินยาอย่างสม่ำเสมอ และดูแลตนเองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ส่วนใหญ่มักควบคุมโรคได้ดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ยังต้องติดตามรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่องแบบเดียวกับโรคเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง)

*ตัวอย่างกลุ่มและชนิดของยาต้านเอชไอวี

1. กลุ่ม NRTIs (nucleoside or nucleotide reverse transcriptase inhibitors) เช่น 3TC (lamivudine), AZT (zidovudine), ABC (abacavir), TDF (tenofovir disoproxil fumarate), TAF (tenofovir alafenamide), FTC (emtricitabine)

2. กลุ่ม NNRTIs (non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors) เช่น NVP (nevirapine), EFV (efavirenz), ETR (etravirine), RPV (rilpivirine)

3. PIs (protease inhibitors) เช่น ATV (atazanavir), DRV (darunavir), LPV (lopinavir), RTV (ritonavir)

4. Integrase inhibitors เช่น BIC (bictegravir), RAL (raltegravir), DTG (dolutegravir)

**ผลข้างเคียง เช่น ยาในกลุ่ม NRTIs และกลุ่ม PIs อาจทำให้เกิดภาวะไขมันกระจายตัวตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ ผิดปกติ (lipodystrophy) มีอาการฝ่อของเนื้อเยื่อไขมันบริเวณรอบตา แก้ม และขมับ แต่มีไขมันสะสมที่ท้อง คอด้านหลัง และเต้านม, ยาในกลุ่ม NNRTIs อาจทำให้ตับอักเสบ ผื่นผิวหนัง, ยาในกลุ่ม PIs อาจทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง เอนไซม์ตับในเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ/สมองตีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงอยู่แต่เดิม)

9
วัดชายคลองวัดเก่าแก่ แนะนำใส่ชุดขาวปฏิบัติธรรม เจริญสติเพื่อให้พ้นความปรุงแต่ง

วัดชายคลองเป็นวัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมคลองในจังหวัดพัทลุงมีชื่อเสียงในเรื่องของความสวยงามและความสงบ วัดนี้มีอายุประมาณ 100 ปีและเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในพื้นที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและมีการตกแต่งอย่างประณีตเหมาะใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดชายคลอง ภายในวัดมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่และมีภาพวาดฝาผนังที่สวยงาม

นอกจากนี้ วัดชายคลอง พัทลุง ยังมีสวนสวยและบ่อน้ำที่สวยงาม วัดชายคลองในจังหวัดพัทลุงเป็นสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณและสถานที่สำหรับฝึกสมาธิ วัดชายคลองในจังหวัดพัทลุงเป็นสถานที่พักผ่อนอันยอดเยี่ยมที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ วัดเก่าแก่แห่งนี้ขึ้นชื่อในเรื่องบรรยากาศอันเงียบสงบและคำสอนของพระพุทธศาสนา การมาเยือนที่นี่ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่จะได้สำรวจวัฒนธรรมดั้งเดิมของพัทลุงอีกด้วย

เหตุใดจึงควรไปเยือนวัดไชยกลอง?
วัดชายคลองมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมและเจริญสติเป็นอย่างยิ่ง บริเวณวัดมีการจัดสวนสวยงาม รายล้อมไปด้วยต้นไม้และทางเดินที่เงียบสงบ ช่วยให้ผู้มาเยี่ยมชมได้ดื่มด่ำกับความงามตามธรรมชาติซึ่งช่วยส่งเสริมการปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี สถาปัตยกรรมของวัดสะท้อนถึงสไตล์ไทยดั้งเดิม ซึ่งให้ความรู้สึกถึงความดั้งเดิมและความเคารพนับถือ

การทำสมาธิและปฏิบัติธรรม
วัดชายคลองมีบริการสอนนั่งสมาธิแบบมีไกด์ บรรยายธรรมะ และสอนโดยพระสงฆ์ พระสงฆ์และครูบาอาจารย์ของวัดจะคอยให้ความรู้เกี่ยวกับหลักคำสอนและการปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนา เหมาะสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูง ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมการนั่งสมาธิแบบกลุ่มและแบบรายบุคคลเพื่อพัฒนาความสงบภายในและความมีสติ บรรยากาศที่วัดไชยกลองส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกเป็นชุมชนที่แข็งแกร่ง แต่ยังให้ผู้คนได้มีความสงบเพื่อมุ่งเน้นที่การเติบโตส่วนบุคคลและการไตร่ตรองทางจิตวิญญาณอีกด้วย

สัมผัสวัฒนธรรมและความงามธรรมชาติของพัทลุง
นอกจากวัดแล้ว จังหวัดพัทลุงยังเต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามและมรดกทางวัฒนธรรมมากมาย หลังจากเยี่ยมชมวัดชายคลองแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง เช่น สวนนกน้ำทะเลน้อย เทือกเขาพัทลุง และตลาดท้องถิ่นต่างๆ ที่มีสินค้าหัตถกรรมและอาหารท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภูมิภาคนี้ขึ้นชื่อในเรื่องทัศนียภาพอันบริสุทธิ์ และสำหรับผู้ที่แสวงหาความเงียบสงบ ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการทำสมาธิที่วัดชายคลองอีกด้วย

ข้อมูลเชิงปฏิบัติ
ที่ตั้ง : วัดชายคลอง จังหวัดพัทลุง
กิจกรรม : ปฏิบัติธรรม, ฟังธรรม, สวดมนต์, เดินจงกรม
เวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชม : เช้าตรู่และบ่ายแก่ๆ เป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบที่สุดสำหรับการฝึกสมาธิ ถึงแม้ว่าวัดจะยินดีต้อนรับผู้มาเยี่ยมชมตลอดทั้งวันก็ตาม
เคล็ดลับสำหรับผู้เยี่ยมชม : แต่งกายให้สุภาพ รักษาความสงบในบริเวณวัด และนำเบาะรองนั่งหรือเสื่อเล็กๆ มาด้วยหากคุณวางแผนที่จะนั่งสมาธิเป็นเวลานาน

การไปเยี่ยมชมวัดชายคลองในจังหวัดพัทลุงเป็นการเดินทางสู่ใจกลางของความสงบและสติสัมปชัญญะแบบพุทธ วัดแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางในอุดมคติสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสกับวัฒนธรรมไทยแท้และฝึกฝนจิตวิญญาณในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออาทรและเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมหรือเพียงแค่ผู้เดินทางที่แสวงหาความสงบ วัดชายคลองเป็นโอกาสพิเศษที่จะเชื่อมต่อกับความสงบภายในและเรียนรู้คำสอนของพระพุทธศาสนา

10
ทาวน์เฮ้าส์ มิลฟอร์ด ลาดพร้าว - รามคำแหง (MILFORD Ladprao ? Ramkhamhaeng)
เริ่มต้น 14 ลบ. - 17 ลบ.

มิลฟอร์ด ลาดพร้าว - รามคำแหง (MILFORD Ladprao ? Ramkhamhaeng)
พบกับ MILFORD ทาวน์โฮมโครงการใหม่ ทำเลลาดพร้าว - รามคำแหง ด้วยรูปแบบ PRIVATE LUXURY TOWNHOME เดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้ม และสายสีเหลือง

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ                มิลฟอร์ด ลาดพร้าว - รามคำแหง (MILFORD Ladprao ? Ramkhamhaeng)
 เจ้าของโครงการ           เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์
 แบรนด์ย่อย                มิลฟอร์ด
 ราคา                       เริ่มต้น 14 ลบ. - 17 ลบ. (ณ. วันที่ 25 มิ.ย. 67)

 ประเภทบ้าน             ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม (Townhouse Townhome)
 ลักษณะทำเล           บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนบ้าน             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 แบบบ้านทั้งหมด       โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
  เนื้อที่บ้าน             ตั้งแต่ 24.5 ถึง 72 ตร.ว.
 พื้นที่ใช้สอย           ตั้งแต่ 237 ถึง 498 ตร.ม.
 จำนวนชั้น              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 หน้ากว้าง              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน       โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนที่จอดรถ       โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน     ลาดพร้าว, จตุจักร, ประชาชื่น
 ที่ตั้ง     ซอยรามคำแหง 53 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร 10312

 ขนส่งสาธารณะ
ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีส้ม, สถานี(ตลิ่งชัน - สุวินทวงศ์)(ไม่ระบุ)
ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีเหลือง, สถานี(ลาดพร้าว - สำโรง)(ไม่ระบุ)
ใกล้ทางด่วน (ทางพิเศษฉลองรัช)
ใกล้ถนนสายหลัก (ถนนลาดพร้าว, ถนนรามคำแหง, ถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
ศูนย์การค้า/ไลฟ์สไตล์
1.Lotus’s go fresh รามคำแหง 53
2.Makro Food Service บดินทรเดชา
3.The Mall บางกะปิ
4.ตลาดบางกะปิ
5.Happy Land Center
6.Makro ลาดพร้าว
7.Big C ลาดพร้าว 1
8.The Mall รามคำแหง

 สถานศึกษา
1.โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
2.โรงเรียนอุดมศึกษา
3.มหาวิทยาลัยรามคำแหง
4.Assumption University
5.มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC)

 โรงพยาบาล
1.โรงพยาบาลลาดพร้าว
2.โรงพยาบาลเวชธานี
3.โรงพยาบาลรามคำแหง

 ปีที่สร้างเสร็จ
โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ

11
ตรวจโรคตับแข็ง (Cirrhosis)

ตับแข็ง เป็นโรคตับเรื้อรังที่เซลล์ตับจำนวนมากถูกทำลายอย่างถาวร จนกลายเป็นเยื่อพังผืด (fibrotic tissue) ที่มีลักษณะแข็งกว่าปกติ ตับไม่อาจทำหน้าที่ได้เป็นปกติ ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนที่ร่างกายสร้างตามธรรมชาติ (เป็นเหตุทำให้มีอาการฝ่ามือแดง จุดแดงรูปแมงมุม นมโตและอัณฑะฝ่อในผู้ชาย) การคั่งของสารบิลิรูบิน (ทำให้ดีซ่าน) การสังเคราะห์สารที่ช่วยห้ามเลือดได้น้อยลง (มีภาวะเลือดออกง่าย) มีภาวะความดันในหลอดเลือดดำของตับสูง (ทำให้ท้องมาน หรือมีน้ำคั่งในช่องท้อง หลอดเลือดขอดที่หลอดอาหาร ริดสีดวงทวาร) ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของระบบต่าง ๆ (เช่น ระบบการย่อยและการเผาผลาญอาหาร การแข็งตัวของเลือด การกำจัดยา สารพิษและสารต่างๆ ระบบภูมิคุ้มกันโรค เป็นต้น)

อาการแรกเริ่มมักเกิดในช่วงอายุระหว่าง 40-60 ปี แต่ถ้าพบในคนอายุน้อยอาจเกิดจากโรคตับอักเสบจากไวรัสชนิดรุนแรง จากการใช้ยาผิด หรือสารเคมีบางชนิด

สาเหตุ

เซลล์ตับถูกทำลาย ซึ่งมีสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

    การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี จนกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง
    การดื่มแอลกอฮอล์จัดติดต่อกันเป็นเวลานาน (เป็นแรมปี) ยิ่งดื่มมากยิ่งเสี่ยงมาก และผู้หญิงที่ดื่มสุรามีความเสี่ยงที่จะเป็นตับแข็งมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากร่างกายมีการเผาผลาญแอลกอฮอล์แตกต่างกันระหว่างชายกับหญิง ทำให้ผู้หญิงรับพิษจากแอลกอฮอล์มากกว่าผู้ชาย

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากภาวะไขมันสะสมในตับ (fatty liver)* การใช้ยาเกินขนาด (เช่น พาราเซตามอล เตตราไซคลีน ไอเอ็นเอช ไรแฟมพิซิน เมโทเทรกเซต AZT) ภาวะขาดอาหาร หรือเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคต่าง ๆ (เช่น ทาลัสซีเมีย ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง ภาวะทางเดินน้ำดีอุดกั้น หรือท่อน้ำดีตีบตัน ตับอักเสบเรื้อรังจากปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง) หรือจากพิษของสารเคมีบางชนิด (เช่น คลอโรฟอร์ม คาร์บอนเตตราคลอไรด์ สารโลหะหนัก)

*พบในผู้ป่วยเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง กลุ่มอาการเมตาบอลิก** คนอ้วน ผู้ที่ขาดอาหาร ดื่มแอลกอฮอล์จัด หรือใช้ยาสเตียรอยด์นาน ๆ

**กลุ่มอาการเมตาบอลิก (metabolic syndrome หรือเดิมเรียกว่า syndrome X) ประกอบด้วย ภาวะเสี่ยงอย่างน้อย 3 ข้อ จาก 5 ข้อต่อไปนี้

1. ความดันโลหิตช่วงบน ≥ 130 มม.ปรอท และ/หรือความดันโลหิตช่วงล่าง ≥ 85 มม.ปรอท หรือกินยารักษาความดันโลหิตสูงอยู่

2. ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (FPG) ≥ 100 มก./ดล.

3. เส้นรอบเอว ≥ 90 ซม. ในผู้ชาย หรือ ≥ 80 ซม. ในผู้หญิง

4. ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ≥ 150 มก./ดล.

5. ระดับเอชดีแอลคอเลสเตอรอลในเลือด < 40 มก./ดล. ในผู้ชาย หรือ < 50 มก./ดล. ในผู้หญิง

กลุ่มอาการเมตาบอลิก พบได้มากขึ้นตามอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี อาจพบมากถึงร้อยละ 40) และพบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก (ดัชนีมวลกาย ≥ 25 กก./ตร.ม. พบได้ประมาณร้อยละ 20 ≥ 30 กก./ตร.ม. พบได้มากกว่าร้อยละ 50)

ผู้ที่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิกมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะไขมันสะสมในตับ (fatty liver) ซึ่งอาจกลายเป็นตับอักเสบที่เรียกว่า “Non-aloholic steatohepatitis/NASH” ซึ่งในที่สุดอาจกลายเป็นตับแข็งและมะเร็งตับได้

การรักษา ปรับพฤติกรรมแบบเดียวกับโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ ความดันโลหิตสูง ถ้าจำเป็นอาจต้องให้ยาควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่พบ

อาการ

ระยะแรกเริ่ม อาจไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน หรือมีเพียงอาการท้องอืด ท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย ต่อมาเป็นแรมปีอาจเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียนเป็นบางครั้ง น้ำหนักลด เท้าบวม

อาจรู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย ตาเหลือง คันตามผิวหนัง ความรู้สึกทางเพศลดลง

บางรายอาจสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอก หน้าท้อง

ในผู้หญิงอาจมีอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น หรือมีเสียงแหบห้าวคล้ายผู้ชาย

ในผู้ชายอาจรู้สึกนมโตและเจ็บ (gynecomastia) อัณฑะฝ่อตัว หรือมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือองคชาตไม่แข็งตัว (erectile dysfunction/ED)

ในระยะท้ายของโรค (หลังเป็นอยู่หลายปี หรือยังดื่มแอลกอฮอล์จัด) จะมีอาการท้องมาน เท้าบวมหลอดเลือดขอดที่ขา หลอดเลือดพองที่หน้าท้อง อาจอาเจียนเป็นเลือดสด ๆ เนื่องจากหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหาร (esophageal varices) แล้วแตก ซึ่งอาจถึงช็อกและตายได้

ผู้ป่วยมักจะลงเอยด้วยอาการซึม เพ้อ มือสั่น และค่อย ๆ ไม่รู้สึกตัว จนกระทั่งหมดสติ

ภาวะแทรกซ้อน

เกิดภาวะขาดอาหาร น้ำหนักลด ผอมแห้ง เป็นตะคริวง่าย กระดูกพรุนและหักง่าย ภูมิคุ้มกันโรคลดลงทำให้เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย (เช่น ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม วัณโรค เยื่อบุช่องท้องอักเสบ)

ถ้าเป็นเรื้อรัง จะมีภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยาก เนื่องเพราะตับไม่สามารถสร้างปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (clotting factors) ทำให้กระบวนการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง

ที่ร้ายแรง จะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด เนื่องจากหลอดเลือดขอดที่หลอดอาหาร (esophageal varices) แล้วแตก ซึ่งบางรายอาจรุนแรงถึงช็อกและตายได้

ในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งระยะรุนแรง อาจมีภาวะไตวายแทรกซ้อน

ในระยะสุดท้ายเมื่อตับทำงานไม่ได้ (ตับวาย) ก็จะเกิดอาการทางสมอง (hepatic encephalopathy) ในที่สุดมีอาการหมดสติ เรียกว่า ภาวะหมดสติจากตับวาย (hepatic coma)

นอกจากนี้ยังพบว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งเซลล์ตับสูงกว่าคนปกติ

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกาย ซึ่งมีสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ฝ่ามือแดง มีจุดแดงรูปแมงมุมที่หน้าอก หน้าท้อง จมูก ต้นแขน เท้าบวม ท้องบวม

อาจมีอาการตาเหลืองเล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้

อาจมีไข้ต่ำ ๆ ต่อมน้ำลายข้างหู (parotid gland) โตคล้ายคางทูม หรือมีอาการขนร่วง

ในผู้ชายอาจพบอาการนมโตและเจ็บ

อาจคลำตับได้ มีลักษณะค่อนข้างแข็ง ผิวเรียบ

ถ้าเป็นมาก จะพบว่ารูปร่างผอมแห้ง ซีด ท้องโตมาก หลอดเลือดพองที่หน้าท้อง มือสั่น ม้ามโต นิ้วปุ้ม มีจุดแดงจ้ำเขียวตามผิวหนัง

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือด (ทดสอบการทำงานของตับและหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี) อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สแกนตับ

บางรายแพทย์อาจทำการตรวจวัดปริมาณพังผืดในตับ (ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “Transient elastography” โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวนด์พิเศษ–“Fibroscan”) หรือทำการตรวจชิ้นเนื้อตับ เป็นต้น

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาดังนี้

1. ถ้าเป็นตับแข็งในระยะแรกเริ่ม แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

    ให้การรักษาตามอาการ และบำรุงร่างกายด้วยอาหาร และวิตามินเกลือแร่เพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดสารอาหาร (เช่น ถ้ามีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก ก็ให้ยาเม็ดบำรุงโลหิต)
    ข้อสำคัญผู้ป่วยที่ดื่มแอลกอฮอล์ต้องงดดื่มโดยเด็ดขาด และหลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังการใช้ยาที่อาจมีผลกระทบต่อตับ
    ถ้าพบสาเหตุของตับแข็ง ก็ให้บำบัดแก้ไข เช่น ถ้าเกิดจากการดื่มสุราจัด ก็จะทำการบำบัดให้เลิกสุรา ถ้าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ก็จะให้ยาต้านไวรัส
    ป้องกันการติดเชื้อด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ
    ถ้ามีอาการบวมหรือท้องมาน (มีน้ำในท้อง) ก็ให้ยาขับปัสสาวะ งดอาหารเค็ม จำกัดปริมาณน้ำที่ดื่ม
    ทำการตรวจกรองมะเร็งตับระยะแรกด้วยการตรวจเลือด (รวมทั้งดูระดับของสารแอลฟาฟีโตโปรตีนในเลือด) และการตรวจอัลตราซาวนด์ ทุก 6 เดือน

2. ถ้ามีโรคติดเชื้อ (เช่น ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ) อาการซึม เพ้อ ไม่ค่อยรู้ตัว ไตวาย อาเจียนเป็นเลือด หรือมีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ แพทย์จะรับตัวไว้ในโรงพยาบาล แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ/ยาต้านไวรัส (ถ้ามีโรคติดเชื้อแบคทีเรีย/ไวรัส) ให้เลือด (ถ้าเสียเลือด) ล้างไต (ถ้ามีภาวะไตวาย) และรักษาภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่ตรวจพบ

ผู้ป่วยอาจต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลเป็นประจำ จนในที่สุดมักจะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ตกเลือด ภาวะตับวาย โรคติดเชื้อ เป็นต้น

3. แพทย์อาจพิจารณาทำการปลูกถ่ายตับในผู้ป่วยตับแข็งบางราย ซึ่งช่วยให้สามารถมีชีวิตยืนยาว

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการตาเหลืองตัวเหลือง อ่อนเพลีย ปวดเสียดใต้ชายโครงขวา หรือพบฝ่ามือแดง จุดแดงรูปแมงมุม เป็นต้น ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นตับแข็ง ควรดูแลตนเอง ดังนี้

1. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

    ห้ามดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันมิให้เซลล์ตับส่วนที่ยังดีอยู่ถูกทำลายมากขึ้น หากเป็นโรคตับแข็งในระยะแรกเริ่ม ก็จะช่วยให้มีชีวิตอยู่ได้ยาวนาน
    กินอาหารพวกแป้งและของหวาน ผัก ผลไม้สด และอาหารพวกโปรตีนเป็นประจำ ยกเว้นในระยะท้ายของโรค ที่เริ่มมีอาการทางสมองร่วมด้วย จำเป็นต้องลดอาหารพวกโปรตีนลงเหลือวันละ 30 กรัม เพราะอาจสลายตัวเป็นสารแอมโมเนียที่มีผลต่อสมอง
    ถ้ามีอาการบวมหรือท้องมาน ควรงดอาหารเค็ม และห้ามดื่มน้ำเกินวันละ 2 ขวดกลมหรือ 6 ถ้วย (1‚500 มล.)
    หลีกเลี่ยงการใช้ยาและสมุนไพรด้วยตัวเอง เพราะอาจมีพิษต่อตับมากขึ้น ถ้าจะใช้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
    รักษาร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายตามที่ร่างกายจะอำนวย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หาทางผ่อนคลายความเครียด ไม่สูบบุหรี่ สร้างสุขนิสัยในการป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร (เช่น สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปในที่ ๆ มีคนแออัด หรือมีการระบาดของไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์ เป็นต้น)

2. ติดต่อรักษากับแพทย์ตามนัด อาจต้องตรวจเลือดและอื่น ๆ เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของโรคเป็นระยะ ๆ

3. ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด

    ถ้ามีอาการไข้ ปวดท้องมาก ซึมมาก เพ้อ อ่อนเพลียมาก กินไม่ได้ อาเจียนเป็นเลือด หรือมีเลือดออกตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือมีอาการที่ชวนให้รู้สึกวิตกกังวล
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ

การป้องกัน

1. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากหรือติดต่อกันนาน ๆ และถ้าตรวจพบว่าเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ควรงดดื่มโดยเด็ดขาด

2. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัสบี ตั้งแต่แรกเกิด

3. ระมัดระวังในการใช้ยาที่อาจมีพิษต่อตับ

4. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะไขมันสะสมในตับ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดตับแข็ง

ข้อแนะนำ

1. โรคนี้ถ้าเป็นระยะแรกเริ่ม และปฏิบัติตัวได้เหมาะสม จะสามารถมีชีวิตได้นานเกิน 5-10 ปีขึ้นไป แต่ถ้าปล่อยให้มีภาวะแทรกซ้อนชัดเจน เช่น ดีซ่าน ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด ก็อาจอยู่ได้ 2-5 ปี (ประมาณ 1 ใน 3 อาจอยู่ได้เกิน 5 ปี)

2. ผู้ป่วยตับแข็งที่ตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ควรตรวจเลือดหาสารแอลฟาฟีโตโปรตีน (alphafetoprotein) ทุก 3-6 เดือน เพื่อตรวจกรองหาโรคมะเร็งตับระยะแรกเริ่ม เพราะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งชนิดนี้สูง

12
จัดฟันบางนา: ปัญหาที่พบบ่อย หลังจาก ฝังรากฟันเทียม !

ทุกการผ่าตัดทางการแพทย์หรือแม้แต่การผ่าตัดทางทันตกรรม ก็ต้องมีปัญหาหลังจากการเข้ารับการผ่าตัดด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต หรือปัญหาที่เกิดขึ้นภายในช่องปากหรือบาดแผลที่ได้จากการผ่าตัด ซึ่งทุกปัญหาสามารถแก้ไขได้ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของปัญหาเหล่านั้น อย่างที่ทราบกันดีว่า การฝังรากฟันเทียมนั้น จะต้องมีการผ่าตัดเพื่อทำการฝังรากฟันเทียมลงไปบนกระดูกขากรรไกร

ซึ่งแน่นอนว่า การที่จะมีเครื่องมือหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอยู่ภายในช่องปาก อาจจะทำให้ผู้เข้ารับการรักษาอาจจะยังไม่ชิน ซึ่งต้องมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ และปัญหาจากการฝังรากฟันเทียมนั้น ก็สามารถแก้ไขได้ หากไม่มีการเสียหายของรากฟันที่ทำการฝังเข้าไปแล้ว

สำหรับปัญหาที่อาจจะพบได้บ่อยๆ หลังจากการฝังรากฟันเทียม ก็อาจจะเกิดการอักเสบของแผล หรือรากฟันเทียมหลวม รู้สึกไม่กระชับ ซึ่งเกิดจากกระดูกรองรับฟันที่ไม่แข็งแรงมากพอ โดยปัญหาเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงอาจจะมีอาการเสียวบริเวณบาดแผล หรืออาการปวด ที่จะต้องเจอหลังจากการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม แต่ในกรณีที่อาการเจ็บปวดไม่หาย หลังจากที่ฝังรากฟันเทียมมาสักระยะ ถือเป็นเรื่องผิดปกติ ผู้เข้ารับการรักษาต้องเข้าพบทันตแพทย์ทันที เพื่อแก้ไขปัญหา หากละเลยอาจจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการอักเสบแบบเรื้อรัง ซึ่งจะทำให้มีความยุ่งยากในการรักษา

หากผู้เข้ารับการรักษาเจอกับอาการข้าวต้นที่กล่าวมา ควรเข้าปรึกษาทันตแพทย์ ทั้งนี้ปัญหาหลังจากการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม อาจจะเกิดขึ้นได้สนบางกรณี ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอกับปัญหาดังกล่าว เพราะฉะนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยการปฏบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดปัญหา

อย่างไรก็ตาม หากต้องการที่เข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดฝังรากฟันเทียม ทางคลีนิคเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์การรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียม มาอย่างยาวนาน มีความรู้เฉพาะด้านและมีการการันตีถึงผลการรักษาถึงอัตราความสำเร็จ เพื่อให้คุณได้มั่นใจว่า สุขภาพข่องปากของคุณได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ

13
คอนโดใหม่ 2025 ปอร์เช่ ดีไซน์ ทาวเวอร์ แบงคอก (Porsche Design Tower Bangkok)
เริ่มต้น 525 ลบ. - 1400 ลบ.


ปอร์เช่ ดีไซน์ ทาวเวอร์ แบงคอก (Porsche Design Tower Bangkok)
คอนโดระดับ Ultra Luxury แห่งแรกในโซนเอเชีย เป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่าง Porsche Design กับ Ananda Development รูปแบบห้อง Sky Villas แบบดูเพล็กซ์และแบบควอดเพล็กซ์ พร้อมตกแต่งอย่างหรูหราด้วยวัสดุและเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ มีเพียง 22 ยูนิต พร้อมลิฟต์ ระเบียง สระว่ายน้ำส่วนตัว พร้อมที่จอดรถซูเปอร์คาร์ส่วนตัว บนทำเลสุขุมวิท 38 ใกล้ รถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ

 รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ                ปอร์เช่ ดีไซน์ ทาวเวอร์ แบงคอก (Porsche Design Tower Bangkok)
 เจ้าของโครงการ           อนันดาดีเวลลอปเม้นท์
 ราคา                        เริ่มต้น 525 ลบ. - 1400 ลบ.

 ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.      โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ลักษณะทำเล             คอนโดย่านธุรกิจกลางเมือง, คอนโดใกล้ขนส่งสาธารณะ
 ความสูงคอนโด           High Rise (9 ชั้นขึ้นไป)
 ลักษณะกรรมสิทธิ์        โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ประเภทห้องที่มี          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ขนาดห้องที่มี             ตั้งแต่ 525.00 ถึง 1,135.00 ตร.ม.
 เนื้อที่ทั้งหมด             2 ไร่ 49 ตร.ว.
 จำนวนตึก                 1 อาคาร
 จำนวนชั้น                21 ชั้น และชั้นใต้ดิน 4 ชั้น
 จำนวนห้อง               22 ยูนิต
 ที่จอดรถทั้งหมด        174 คัน หรือประมาณ 790%
 ค่าบำรุงส่วนกลาง       โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค          สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, อื่นๆ (Spa, Social Lounge, Business Lounge)

 สถานที่ใกล้เคียง
 โซน         คลองเตย
 ที่ตั้ง         ซอยสุขุมวิท 38 ถนนสุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กทม. 10110

 ขนส่งสาธารณะ
รถไฟฟ้า:                     ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม, สถานีหมอชิต - แบริ่ง(ทองหล่อ)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
Fifty Fifth
Major Cineplex เอกมัย
Rain Hill
Gateway เอกมัย
Emporium / Emquartier
J Avenue Thonglor
Donki Mall เอกมัย
K Village
Terminal 21
Wells International School (Thonglo Campus)
Ekamai International School
Bangkok PREP International School
St. Andrews (Srivikorn Campus)
มศว.ประสานมิตร
St. Andrews (Sukhumvit 107)
Anglo Singapore Campus
รพ.สุขุมวิท
รพ.กล้วยน้ำไท
รพ.สมิติเวช สุขุมวิท
รพ.คามิลเลียน
 ปีที่สร้างเสร็จ
2025

14
ตรวจอาการเบื้องต้นด้วยตนเอง: สมองพิการ (Cerebral Palsy)

Cerebral Palsy หรือสมองพิการ เป็นโรคความผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นกับทารกหรือเด็กเล็ก โดยเกิดขึ้นเมื่อสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเกิดความผิดปกติ ได้รับความเสียหาย หรือมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อ การทรงตัว และการเคลื่อนไหวร่างกายไปตลอดชีวิต


อาการของ Cerebral Palsy

อาการของผู้ป่วย Cerebral Palsy อาจมีความรุนแรงมากหรือน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งมีอาการที่สามารถพบได้ทั่วไป เช่น

    พัฒนาการล่าช้า เช่น อายุ 8 เดือนแต่ยังนั่งไม่ได้ อายุ 18 เดือนแต่ยังเดินไม่ได้ รวมถึงพัฒนาการทางการพูดช้ากว่าปกติ เป็นต้น
    ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ เช่น ความตึงตัวของกล้ามเนื้อผิดปกติ กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้จนทำให้เสียการทรงตัว เคลื่อนไหวน้อย น้ำลายไหลมาก กลั้นปัสสาวะไม่ได้แม้ถึงวัยที่ควรทำได้ เป็นต้น
    อาจมีความบกพร่องทางสติปัญญาและการเรียนรู้
    ปัญหาทางการมองเห็นและการได้ยิน หรืออาจมีอาการตาเหล่ร่วมด้วย
    ปัญหาทางการสื่อสาร การพูดและการใช้ภาษา
    การรับรู้ความรู้สึกผิดปกติ อย่างความรู้สึกเจ็บ

ทั้งนี้ ตำแหน่งของสมองที่ได้รับความเสียหายจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการแตกต่างกันออกไป และสมองพิการอาจแบ่งเป็นหลายชนิด ดังนี้

    Cerebral Palsy ชนิดหดเกร็ง เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด หรือประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย Cerebral Palsy ทั้งหมด โดยกล้ามเนื้อจะแข็งเกร็งและมีปัญหาในการเดิน เช่น เดินแล้วขาหรือหัวเข่าไขว้กัน เป็นต้น และผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นอัมพาตได้ ซึ่งอาจส่งผลเพียงครึ่งซีกด้านซ้ายหรือขวา หรือมักส่งผลที่ขา 2 ข้างมากกว่าแขนทั้ง 2 ข้าง ใบหน้า หรือทั้งร่างกาย
    Cerebral Palsy ชนิดกระตุก ผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้อแข็งตึงหรืออ่อนแรงสลับกันไปมา ซึ่งอาจทำให้มีอาการชักหรือไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้
    Cerebral Palsy ชนิดเดินเซ เป็นชนิดที่พบได้น้อย โดยผู้ป่วยจะมีปัญหาในการทรงตัว สมดุลร่างกาย และการประสานงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งอาจมีอาการสั่นร่วมด้วย
    Cerebral Palsy ชนิดผสม ผู้ป่วยบางรายอาจมีสมองพิการมากกว่า 1 ชนิดเกิดขึ้นร่วมกัน

ส่วนผู้ป่วยเด็กที่เป็น Cerebral Palsy เมื่อเด็กโตขึ้นอาการต่าง ๆ มักจะไม่แย่ลงตามกาลเวลา แต่หากไม่ได้รับการวินิจฉัยที่เหมาะสมและไม่ได้รับการรักษาอย่างจริงจัง ก็อาจทำให้อาการแย่ลงได้ ดังนั้น หากสงสัยหรือพบว่าลูกน้อยมีความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว การรับรู้ การทำงานของกล้ามเนื้อ การทรงตัว การกลืน หรือมีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการด้านอื่น ๆ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา


สาเหตุของ Cerebral Palsy

โรค Cerebral Palsy เกิดขึ้นเมื่อเซเรบรัลคอร์เทกซ์ (Cerebral Cortex) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวได้รับความเสียหายหรือมีพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ มักเกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ แต่ก็อาจเกิดขึ้นในระหว่างคลอดหรือหลังคลอดได้เช่นกัน แม้ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนแต่ก็มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของทารกได้ เช่น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมองของทารกก่อนคลอด ได้แก่

    ปัญหาสุขภาพและการติดเชื้อของมารดาขณะตั้งครรภ์ เช่น โรคหัดเยอรมัน โรคอีสุกอีใส โรคเริม โรคซิฟิลิส การติดเชื้อไวรัสซิกา การติดเชื้อไวรัสไซโตเมกะโลโวรัส โรคท็อกโซพลาสโมซิส เป็นต้น
    ภาวะสมองผิดปกติในส่วนเนื้อเยื่อสมองสีขาวที่อาจเกิดจากทารกได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยลง
    โรคหลอดเลือดสมองในทารก ซึ่งทำให้มีเลือดออกภายในสมองของทารก หรือทำให้ทารกได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
    อุบัติเหตุที่ทำให้สมองของทารกได้รับการกระทบกระเทือนตั้งแต่อยู่ในครรภ์
    การกลายพันธุ์หรือความผิดปกติของพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมอง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมองของทารกระหว่างคลอดหรือหลังคลอด ได้แก่

    สมองขาดออกซิเจนชั่วคราว ซึ่งอาจเกิดจากการคลอดหรือการสำลักน้ำคร่ำ จนทำให้สมองของเด็กได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
    ปัญหาสุขภาพและการติดเชื้อของทารก เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไข้สมองอักเสบ ภาวะดีซ่านอย่างรุนแรงหรือไม่ได้รับการรักษา เป็นต้น
    สมองของทารกได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่

    การคลอดก่อนกำหนด
    ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย
    การตั้งครรภ์ทารกแฝด หรือมีทารกในครรภ์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
    มารดาตั้งครรภ์ขณะมีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป
    มารดาที่มีระดับความดันโลหิตสูงหรือต่ำมากผิดปกติขณะตั้งครรภ์
    หมู่เลือดอาร์เอชของมารดาและทารกไม่ตรงกัน
    การคลอดท่าก้น ซึ่งอาจทำให้คลอดยาก


การวินิจฉัย Cerebral Palsy

แพทย์จะวินิจฉัยโรคนี้จากการซักประวัติ ประเมินอาการ ตรวจร่างกาย ถามเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างคลอดหรือหลังคลอด และอาจวินิจฉัยด้วยวิธีการอื่น ๆ เพิ่มเติม ดังนี้

    การสแกนสมอง เพื่อตรวจและประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสมอง โดยอาจตรวจด้วยการสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ การอัลตราซาวด์ศีรษะ และหากผู้ป่วยมีอาการชัก แพทย์อาจตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองร่วมด้วย
    การตรวจเลือด เพื่อหาความผิดปกติทางพันธุกรรม กระบวนการทำงานของร่างกาย หรือตรวจหาโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกับโรคสมองพิการ
    การตรวจอื่น ๆ เช่น ตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ตรวจความผิดปกติทางการมองเห็น การได้ยิน การพูด หรือการเคลื่อนไหว ตรวจความบกพร่องทางสติปัญญา รวมถึงพัฒนาการที่ล่าช้าด้านอื่น ๆ เป็นต้น


การรักษา Cerebral Palsy

สำหรับผู้ป่วย Cerebral Palsy หากยิ่งได้รับการรักษาเร็วก็จะยิ่งส่งผลดีต่อตัวผู้ป่วยมากขึ้นเท่านั้น แม้จะไม่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่อาจช่วยปรับปรุงขีดความสามารถด้านต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงความเป็นปกติมากที่สุด โดยจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากทีมแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

การบำบัดรักษา เช่น

    กายภาพบำบัด เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ การทรงตัว การเคลื่อนไหว และป้องกันการหดตัวของกล้ามเนื้อ
    กิจกรรมบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายส่วนบน ปรับปรุงท่าทาง และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ เช่น การแต่งตัว การเข้าห้องน้ำ การไปโรงเรียน เป็นต้น นอกจากนี้ กิจกรรมบำบัดยังช่วยให้ผู้ป่วยเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเอง และสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเองในอนาคต
    นันทนาการบำบัด เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม กีฬา และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ได้ใช้ทักษะทางร่างกาย สติปัญญา และความสามารถของตนเอง ซึ่งผู้ปกครองหรือคนรอบข้างอาจสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งการพูด ความมั่นใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยที่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
    อรรถบำบัด เพื่อพัฒนาทักษะการพูดและการสื่อสารของผู้ป่วย โดยอาจใช้วิธีต่าง ๆ ประกอบการบำบัด เช่น ภาพ สัญลักษณ์ ภาษากาย หรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครื่องสังเคราะห์เสียง เป็นต้น
    การปรับปรุงวิธีรับประทานอาหาร ด้วยการฝึกบริหารลิ้นและการกลืนอาหาร รวมทั้งอาจเปลี่ยนให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารเหลว เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะขาดสารอาหารและการสำลักที่อาจนำไปสู่การติดเชื้อที่ปอด
    การรักษาอาการน้ำลายไหล เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วย Cerebral Palsy หากน้ำลายไหลมากจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังรอบปากและอาจเกิดการติดเชื้อขึ้นได้ ซึ่งอาจรักษาด้วยการบริหารกล้ามเนื้อปากและลิ้น หรือการใช้ยา เช่น ยากลุ่มแอนตี้มัสคารินิกหรือยาโบทูลินัมท็อกซิน เป็นต้น เพื่อลดการผลิตน้ำลาย รวมถึงอาจผ่าตัดต่อมน้ำลายเพื่อเปลี่ยนทิศทางให้น้ำลายไหลเข้าไปข้างในปาก

การรักษาโดยใช้ยา เช่น

    ยาคลายกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย เช่น ยาไดอาซีแพม ยาบาโคลเฟน ยาไตรเฮกซีเฟนิดิล เป็นต้น
    ยาอื่น ๆ เพื่อบรรเทาอาการต่าง ๆ จากโรค Cerebral Palsy เช่น ยานอนหลับ ยากันชัก ยาระบาย ยาบรรเทาอาการปวด เป็นต้น

การผ่าตัด เช่น

    การผ่าตัดข้อและกระดูก เพื่อแก้ไขข้อและกระดูกของแขน ขา หรือสะโพกให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง รวมถึงช่วยยืดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่สั้นเกินไปจนทำให้กล้ามเนื้อหดรั้ง มักใช้รักษาผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อแข็งเกร็งอย่างรุนแรง จนส่งผลให้เกิดปัญหาหรืออาการเจ็บปวดในขณะเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกาย
    การตัดรากเส้นประสาท มักใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่เป็นผล โดยวิธีการนี้จะช่วยคลายกล้ามเนื้อและบรรเทาอาการปวดบริเวณซี่โครง หรืออาจผ่าตัดแก้ไขปัญหากระเพาะปัสสาวะทำงานมากเกินไปด้วย แต่การผ่าตัดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น สูญเสียความรู้สึก มีอาการชา หรือรู้สึกอึดอัดบริเวณซี่โครงหลังรับการผ่าตัดรากเส้นประสาท เป็นต้น

การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น แว่นตา แว่นขยาย เครื่องช่วยฟัง อุปกรณ์ช่วยพยุง วีลแชร์ เป็นต้น รวมทั้งกายอุปกรณ์ชนิดต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกยิ่งขึ้น


ภาวะแทรกซ้อนของ Cerebral Palsy

โรค Cerebral Palsy อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ เช่น

    การรับรู้ความรู้สึกผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยบกพร่องทางการสัมผัสและการรับรู้อาการเจ็บปวด
    ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ท้องผูก ลำไส้อุดตัน เป็นต้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากความผิดปกติในการควบคุมระบบประสาทส่วนกลางที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ความพิการทางร่างกาย การทำงานของกระเพาะอาหารหรือลำไส้ หรือการรับประทานอาหารไม่เพียงพอ
    ความผิดปกติทางการมองเห็น เช่น ตาเหล่ หรือตาบอดครึ่งซีก เป็นต้น และ 8-18 เปอร์เซ็นของผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่สมองพิการอาจมีปัญหาทางการได้ยินร่วมด้วย
    ความบกพร่องของช่องปาก อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น บกพร่องในการสื่อสาร มีน้ำลายไหลตลอดเวลา ขาดสารอาหาร หรือมีความผิดปกติของขากรรไกร เป็นต้น
    ความผิดปกติของกระดูก มวลกระดูกจะลดลงในผู้ป่วยที่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดโรคกระดูกพรุน กระดูกหัก กระดูกสันหลังคด หรือมีอาการปวดได้
    ปัญหาทางจิต 2 ใน 3 ของผู้ที่สมองพิการจะบกพร่องทางสติปัญญา โดยอาจเป็นโรคประสาทหรือมีปัญหาทางจิตร่วมด้วย
    กลั้นปัสสาวะไม่ได้ เนื่องจากมีความบกพร่องด้านการควบคุมกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ


การป้องกัน Cerebral Palsy

โรค Cerebral Palsy ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม จึงไม่สามารถป้องกันได้ แต่อาจลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและป้องกันโรคนี้จากบางสาเหตุได้ด้วยการปฏิบัติตามแนวทาง ดังต่อไปนี้


การป้องกันตั้งแต่ในครรภ์มารดา เช่น

    รับวัคซีนให้ครบ โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันโรคหัดเยอรมันหรือโรคอีสุกอีใสที่อาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อที่สมองของทารกในครรภ์
    ฝากครรภ์และไปพบแพทย์ตามกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ การติดเชื้อของทั้งมารดาและทารกในครรภ์ ภาวะทารกมีน้ำหนักตัวน้อย และการคลอดก่อนกำหนดที่อาจส่งผลต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์
    ดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงผลกระทบต่อสมองของทารกในครรภ์ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังเมื่อต้องสัมผัสกับสารเคมี เป็นต้น


การป้องกันในเด็ก เช่น

    ป้องกันการกระทบกระเทือนต่อสมอง เช่น ให้เด็กใช้คาร์ซีท สวมหมวกกันน็อก หรือคาดเข็มขัดนิรภัยในขณะเดินทางเสมอ เป็นต้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อศีรษะของเด็กจนส่งผลให้สมองพิการ
    ดูแลสุขภาพเด็ก ปรึกษาแพทย์เพื่อปฏิบัติตามแนวทางป้องกันภาวะดีซ่านหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบในเด็ก และให้เด็กรับวัคซีนครบตามที่แพทย์กำหนด

15
คอนโดติดรถไฟฟ้า ศุภาลัย ธาม เจริญนคร (Supalai Tyme Charoen Nakhon)
เริ่มต้น 2.59 ลบ. - 18.32 ลบ.

ศุภาลัย ธาม เจริญนคร (Supalai Tyme Charoen Nakhon)
คอนโดวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ติดถนนเจริญนคร ใกล้ CBD ห้าง ICON SIAM ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีกรุงธนบุรี 2.2 กม. เดินทางเชื่อมต่อ สาทร สีลม และพระราม 3 สะดวก พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ สระว่ายน้ำวิวแม่น้ำเจ้าพระยา มีลานสำหรับดูวิวแม่น้ำเจ้าพระยา และดูพลุได้ในช่วงเทศกาล

 รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ              ศุภาลัย ธาม เจริญนคร (Supalai Tyme Charoen Nakhon)
 เจ้าของโครงการ         ศุภาลัย
 แบรนด์ย่อย               ศุภาลัย ธาม
 ราคา                      เริ่มต้น 2.59 ลบ. - 18.32 ลบ.

 ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.       เริ่มต้น 70,500 บ./ตร.ม.
 ลักษณะทำเล              คอนโดในเมือง, คอนโดใกล้ขนส่งสาธารณะ
 ความสูงคอนโด           High Rise (9 ชั้นขึ้นไป)
 ลักษณะกรรมสิทธิ์        โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ประเภทห้องที่มี          1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน, 3 ห้องนอน, อื่นๆ
 ขนาดห้องที่มี             ตั้งแต่ 35.00 ถึง 163.50 ตร.ม.
 เนื้อที่ทั้งหมด             3 ไร่ 1 งาน 61 ตร.ว.
 จำนวนตึก                 1 อาคาร
 จำนวนชั้น                 28 ชั้น
 จำนวนห้อง                461 ยูนิต (ห้องพักอาศัย 459 ยูนิต และร้านค้า 2 ยูนิต)
 ที่จอดรถทั้งหมด          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ค่าบำรุงส่วนกลาง        โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค            สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, รปภ., กล้องวงจรปิดโครงการ, ร้านค้า, อื่นๆ (Lobby, Meeting & Workspace, Drop Store, Vending Machine Space, Delivery Storage, EV Charger, Jacuzzi, Playroom, Kids Space, Kids Sand Pit, Rock Climbing, Sky Lounge, Roof Garden)

 สถานที่ใกล้เคียง
 โซน           คลองสาน, เจริญนคร, รัชดา-ท่าพระ, เพชรเกษม
 ที่ตั้ง          ถนนเจริญนคร แขวงบางลำภูล่าง เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร

 ขนส่งสาธารณะ
รถไฟฟ้า:              ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน, สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ - บางหว้า(กรุงธนบุรี)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
ไอคอน สยาม
Riverside Plaza Bangkok
Sena Fest
Tree On 3
Gump cross เจริญนคร
โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก
โรงเรียนอัสสัมชัญ คอนแวนต์
Shrewsbury International School
โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี
โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์
โรงพยาบาลตากสิน

หน้า: [1] 2 3 ... 9





















































อยากขายของดี
ขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อ
ขายสินค้าไม่สต๊อกสินค้า
เริ่มขายของออนไลน์
รับทำ seo ด่วน
smf โพสฟรี
smf ขายของออนไลน์อะไรดี
smf โพสฟรี
แคปชั่นแม่ค้าออนไลน์ โพสฟรี
โพสฟรีแคปชั่นโพสขายของยังไงให้ปัง
smf แคปชั่นแม่ค้าออนไลน์
ขายของให้ออร์เดอร์เข้ารัว ๆ
smf โพสต์เรียกลูกค้า
โพสต์เรียกลูกค้าโพสฟรี
smf ขายของออนไลน์ให้ปัง
smf โพสต์ขายของ
smf เขียนโพสขายของโดนๆ
แคปชั่นเปิดร้าน โพสฟรี
smf วิธีโพสขายของให้น่าสนใจ
วิธีเพิ่มยอดขาย โพสฟรี
smf เทคนิคเพิ่มยอดขาย
ขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อ
smf เริ่มต้นขายของออนไลน์
ไอ เดีย การขายของออนไลน์
เว็บขายของออนไลน์
เริ่ม ขายของออนไลน์ โพสฟรี
อยากขายของออนไลน์ smf
โพสขายของยังไงให้มีคนซื้อ
smf โพสขายของแบบไหนดี
smf ขายของออนไลน์ที่ไหนดี
เทคนิคการโพสต์ขายของ
smf โพสต์ขายของให้ยอดขายปัง
โพสต์ขายของให้ยอดขายปังโพสฟรี
smf ขายของในกลุ่มซื้อขายสินค้า
ไม่รู้จะขายอะไรดี

เพิ่มยอดขายให้เข้าเป้า
โปรโมทผลักดันยอดขาย
โปรโมทแผนการเพิ่มยอดขายให้ได้ผล
โปรโมทวิธีการวางแผนการเพิ่มยอดขาย
มีลูกค้าเพิ่ม - YouTube
ผลักดันยอดขายโปรโมทฟรี
ประกาศฟรีเพิ่มยอดขาย
ลงประกาศเพิ่มยอดขาย
ฝากร้านฟรีเพิ่มยอดขาย
ลงประกาศฟรีใหม่ ๆ เพิ่มยอดขาย
เว็บประกาศฟรีเพิ่มยอดขาย
Post ฟรี
ประกาศขายของฟรี
ประกาศฟรี
โพส SEO
ลงโฆษณาฟรี
โปรโมทเพจร้านค้า
โปรโมทกระตุ้นยอดขาย
โปรโมทฟรีออนไลน์กระตุ้นยอดขาย
โพสกระตุ้นยอดขาย
วิธีกระตุ้นยอดขาย เซลล์
วิธีแก้ปัญหายอดขายตก
เริ่มต้นขายของ
แหล่งรับของมาขายออนไลน์
ขายของออนไลน์อะไรดี
อยากขายของออนไลน์
ยอดขายไม่ดีควรทำอย่างไร
ยอดขายตกเกิดจากอะไร
ทำไมต้องเพิ่มยอดขาย
ขายฟรี
ยอดการขาย คืออะไร
กลยุทธ์เพิ่มยอดขาย
โพสฟรีการกระตุ้นยอดขาย
เว็บบอร์ดฟรี
โปรโมทฟรี

กลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่
ทํายังไงให้ขายของดี ออนไลน์
วิธีการหาลูกค้าของ sale
ทำ SEO ติด Google
ต้องการขาย
ปล่อยเช่า บ้าน คอนโด ที่ดิน
ขายบ้าน คอนโด ที่ดิน
ประกาศฟรี ไม่มี หมดอายุ
เว็บประกาศฟรี ติดอันดับ
ฝากร้านฟรี โพ ส ฟรี
ลงประกาศฟรี กรุงเทพ
ลงประกาศฟรี ทั่วไทย
ลงประกาศโฆษณาฟรี
ลงประกาศฟรี 2023
รวมเว็บลงประกาศฟรี
วิธีหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
การหาลูกค้าใหม่ รักษาลูกค้าเก่า
ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า
เพิ่มฐานลูกค้าใหม่
รวมเว็บลงประกาศฟรี ล่าสุด
รวมเว็บประกาศฟรี
โพสต์ขายของฟรี
ลงโฆษณาสินค้าฟรี
โฆษณาฟรี
ประกาศฟรี
เว็บฟรีไม่จำกัด
ลงประกาศขาย
เว็บฟรียอดนิยม
โพสโฆษณา
ประกาศขายของ
ประกาศหางาน
บริการ แนะนำเว็บ
ลงประกาศ
รวมเว็บประกาศฟรี
รวมเว็บซื้อขาย ใช้งานง่าย
ลงประกาศฟรี ทุกจังหวัด

โพสขายสินค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย
โฆษณาเลื่อนประกาศได้
ขายของออนไลน์
แนะนำ 6 วิธีขายของออนไลน์
อยากขายของออนไลน์
เริ่มต้นขายของออนไลน์
ขายของออนไลน์ เริ่มยังไง
ชี้ช่องขายของออนไลน์
การขายของออนไลน์
สร้างเว็บฟรีประกาศ
เว็บบอร์ด โพสต์ฟรี
ลงประกาศ ซื้อ-ขาย ฟรี
ชุมชนคนไอทีขายสินค้า
ลงประกาศฟรีใหม่ๆ 2023
โปรโมทธุรกิจฟรี
ทําไงให้ลูกค้าเข้าร้านเยอะ ๆ
กลยุทธ์เพิ่มยอดขาย
เคล็ดลับขายของดี
ค้าขายไม่ดีทำอย่างไรดี
งานโพสโปรโมทงาน
ทํายังไงให้ขายของดี ออนไลน์
รวม SMFขายสินค้า
ประกาศฟรีออนไลน์
ลงประกาศ สินค้า
ลงประกาศฟรี เว็บบอร์ด
เว็บบอร์ดขายสินค้าฟรี
ฟรี เว็บบอร์ด แรงๆ
โปรโมทสินค้าฟรี
แจกฟรี รายชื่อเว็บลงประกาศฟรี
โปรโมท Social
โปรโมท youtube
แจกฟรี รายชื่อเว็บ
แจกฟรีโพสเว็บบอร์ดsmf
เว็บบอร์ดsmfโพสฟรี
รายชื่อเว็บบอร์ดขายสินค้าฟรี
หากลยุทธ์เพิ่มยอดขาย